มุ่งหน้าสู่ลาวใต้ 2 วัน 1 คืน... แล้วเราจะกลับไปอีกครั้ง!
เมื่อพูดถึงลาวใต้ ผมเองมักจะคิดถึงบทเพลงตอนหนึ่งของ สุรชัยสามช่า ที่มีเนื้อร้องประมาณว่า "เพื่อน ฉันเป็นลาว... ตัวขาวน้อยมนๆ.. ฐานะยากจน แต่เป็นคนมีน้ำใจไมตรี" ซึ่งเป็นบทเพลงที่โด่งดังเมื่อครั้งผู้เขียนยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ สะท้อนภาพบุคลิคลักษณะนิสัยของชาวลาวเมื่อครั้งกระโน้น
ยุคสมัยเปลี่ยนไป ชวนให้ผู้เขียนนำบทเพลงมาคิดเปรียบเทียบ นึกจินตนาการว่าชาวลาวจะมีบุคลิคลักษณะดังเช่นในเนื้อเพลงแต่ก่อนโน้นหรือเปล่า ถึงแม้จะไม่คุ้นเคยกับเพื่อนบ้านริมฝั่งโขงแบบสนิทชิดเชื้อ แต่ผู้เขียนเองนับว่าใกล้ชิด.. เนื่องจากบ้านเกิด พื้นเพเป็นคนจังหวัดยโสธร เกิดมาก็เว่าลาวได้เป็นภาษาแรกเลย ฮา ฮา
เป็นอันว่าได้ฤกษ์งามยามดี ชักชวนเพื่อนสมาชิก PIXVIEW.NET ข้ามไปเที่ยวประเทศลาว ในถิ่นที่เรียกได้ว่าเป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศลาว.. แขวงจำปาสัก ข้ามด่านช่องเม๊กที่ จ. อุบล ขึ้นรถไปตั้งหลักที่เมืองปากเซ ก่อนจะหารถมุ่งลงใต้ 147 กิโลเมตร ไปยังเมืองโขง ชมน้ำตกหลี่ผี แม่น้ำโขงทั้งสายไหลลงผาหิน ก่อนแวะไปชมน้ำตก คอนพะเพง ที่ได้ชื่อว่าไนแองการา แห่งเอเชีย
ชีพจรลงเท้าตอนนี้บอกได้ว่าเป็นแค่การสำรวจเส้นทางเท่านั้น เรายังมีนัดชีพจรลงเท้า สะพายกล้องส่องลาวใต้กันอีกครั้งแน่นอน อาจชักชวนเพื่อนสมาชิกร่วมทริปไปกันแบบเพื่อนฝูงคนรักการถ่ายภาพ ก็ติดตามข่าวในกะทู้ท่องเที่ยวไว้ก็แล้วกัน
จุดมุ่งหมาย : สำรวจเส้นทาง มุ่งหน้าสู่เมืองโขง ใต้สุดประเทศลาว แขวงจำปาสัก เที่ยวสี่พันดอน ชมน้ำตกหลี่ผี แวะดูความยิ่งใหญ่ของน้ำตกคอนพะเพงที่ได้ชื่อว่า ไนแองการาแห่งเอเชีย..
ระยะเวลา : 2 วัน 1 คืน
งบประมาณที่ตั้งไว้ : คนละไม่เกิน 3,000 บาท
ลักษณะการท่องเที่ยว : Backpacking สะพายเป้ แบกกระเป๋ากล้อง เดินหน้าลุย
การเตรียมตัว : กระเป๋าเสื้อผ้า ของใช้ 2 วันหนึ่งคืน เน้นเรียบง่าย, กล้องถ่ายรูป, ขาตั้งกล้อง (เผื่อต้องใช้), ถ้ามีพาสปอร์ตก็สามารถใช้ผ่านด่านข้ามแดนได้ แต่ถ้าไม่มีก็สามารถทำใบผ่านแดนที่ด่านได้ แต่ต้องเตรียมหลักฐานเช่น รูปถ่าย บัตรประชาชน เป็นต้น
กระเป๋ากล้องมีอะไรบ้าง :
- กล้องดิจิตอลคอมแพคโปร Sony DSC-R1, แบตเตอรี่ 1 ก้อน, การ์ด CF 1GB (ผู้เขียน)
- Canon EOS 400D + Sigma 17-70mm f2.8-4.5 + Canon 85mm f1.8 USM, แบตเตอรี่ 2 ก้อน, การ์ด CF 1GB (ผู้ติดตาม)
แผนที่เส้นทาง ขับรถจากยโสธร มุ่งหน้าเข้าเขตจังหวัดอุบลฯ ผ่านเขื่อนสิรินธร เข้าสู่ด่านช่องเม๊ก
1. จังหวัดอุบลราชธานี
2. ด่านช่องเม๊ก สุดเขตแดนไทย อยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี เป็นจุดข้ามเขตแดน ไทย-ลาว แผ่นดินสองประเทศเชื่อมกัน ขับรถเข้าไปได้ (ต้องทำพาสปอร์ตรถก่อน) เราเรียกจุดนี้ว่าด่านช่องเม๊ก ตรงกันข้าม เมื่อข้ามไปที่ฝั่งลาวเราจะเรียกว่าด่านวังเต่า
3. เมืองปากเซ อยู่ในแขวงจำปาสัก ลาวใต้ ห่างจากด่านช่องเม๊กราว 45 กิโลเมตร เป็นเมืองใหญ่ที่ได้ชื่อว่ามีความเจริญ มีการคมนาคมสะดวก ประมาณว่าคิดอะไรไม่ออกก็ตั้งหลักกันที่เมืองปากเซนี่แหล่ะ
4. จุดมุ่งหมาย เมืองโขง ห่างจากเมืองปากเซราว 150 กิโลเมตร จุดแวะ บ้านนากาสัง สี่พันดอน ค้างคืนที่ดอนเดช ชมน้ำตกหลี่ผี น้ำตกคอนพะเพง
พร้อมจะออกเดินทางกันหรือยังครับ... พร้อมแล้ว? งั้นกดคลิ๊กไปหน้าถัดไปได้เลย {mospagebreak}
เตรียมความพร้อมกันสักนิด
จะไปลาวใต้ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าไม่มีการเตรียมความพร้อมเลย ทริปนี้คงเหมือนคนหลับตาเดินเที่ยว มองไม่เห็นว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้าบ้าง ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าจะไปลาวใต้ ณ วันนี้มีระเบียบอะไรต้องปฏิบัติ มีอะไรที่เราต้องเตรียมพร้อมกันบ้าง
ขนส่งช่องเม๊ก เป็นที่ที่เราทำใบผ่านแดน (ถ้าไม่มี Passport) ผมจอดรถทิ้งไว้ที่นี่ล่ะครับ
1. ใช้ Passport ข้ามแดน ถ้าเคยทำ Passport ก็สามารถนำติดตัวเป็นใบผ่านทางได้เลย
2. ไม่มี Passport ก็ต้องทำใบผ่านแดน ทำได้ที่ขนส่งช่องเม๊ก (อยู่ติดกับด่าน) ใช้เวลาไม่นาน เตรียมเอกสารไปให้พร้อม ทำเสร็จก็เดินตัวปลิวข้ามแดนไปได้
เอกสารที่ต้องเตรียมเพื่อทำบัตรผ่านแดน (สำหรับท่านที่ไม่มี Passport)
- รูปถ่าย 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป
- สำเนาบัตรประชาชนถ่ายเอกสารหน้า – หลังพร้อมเซ็นต์รับรอง จำนวน 2 ชุด
3. อยากขับรถเข้าไปก็ไม่ยาก แต่ต้องนำรถของคุณไปทำ Passport ที่ขนส่งจังหวัดเสียก่อน งานนี้ผมยังไม่มีข้อมูล รู้แต่ว่าทริปหน้าจำเป็นต้องหารถไปเองดีกว่า ประหยัดและสะดวกกว่ามาก มาก
สถานที่ ที่ ดังเปรี้ยงๆ ของ ลาวตอนใต้..
ก่อนไป ผู้เขียนได้วางแผน ได้หาข้อมูลจนมั่นใจว่าไปเที่ยวนี้ไม่มีผิดหวัง ที่ตัดสินใจไปลาวใต้ มีเหตุผลง่ายๆ ว่าปีใหม่ประเทศไทย ที่ท่องเที่ยวไหนๆ ก็เต็มไปด้วยผู้คน ถ้าคิดจะเที่ยวถ่ายภาพสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย ช่วงปีใหม่ต้องทำใจกับคลื่นมหาชน เมื่อคิดได้อย่างนั้นก็เลยหาข้อมูลประเทศลาวเป็นการใหญ่ จนได้เห็นว่าลาวใต้ มีผู้คนพูดถึงกันเยอะเหลือเกิน ถึงแม้จะไม่เท่ากับได้ยินลาวเหนือทางหลวงพระบาง แต่เงื่อนไขน่าสนใจ ประจวบกับข้ามแดนที่จังหวัดอุบล ไม่ไกลจากจังหวัดยโสธรบ้านเกิดผู้เขียนมากนัก เห็นชื่อสถานที่ท่องเที่ยวแถบลาวใต้แล้วทำให้อยากเห็นจริงๆ...
น้ำตกคอนพะเพ็ง หรือ ตาดคอน... ตาดเป็นชื่อเรียกน้ำตกของคนลาวเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใต้สุดของประเทศลาว เป็นจุดมุ่งหมายที่ผมอยากไปเป็นอันดับแรก แต่จุดท่องเที่ยวสำคัญที่ขึ้นชื่อของลาวใต้ อันดับหนึ่งคือน้ำตกหลี่ผี เป็นน้ำตกที่เกิดจากแม่น้ำโขงทั้งสาย ไหลมากระทบ กับโขดหิน ร่องน้ำ และเกาะน้อยใหญ่กว่า 4000 เกาะ เป็นที่มาของชื่อ "มหานที สี่พันดอน" คำว่าดอนหมายถึง เกาะ ดังนั้นสี่พันดอนก็คือ สี่พันเกาะนั่นเอง สี่พันดอนเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เป็นเกาะเล็กเกาะใหญ่บนแม่น้ำโขง ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศลาว น้ำตกหลี่ผีตั้งอยู่ในสี่พันดอนนี่เอง ในแผนที่ลาวใต้ ถนนลาดยางจากปากเซ วิ่งตรงมายังใต้สุดของลาวเป็นถนนเส้นยาวราว 150 กิโลเมตร จุดที่เราจะข้ามไปยังสี่พันดอนอยู่ที่ "บ้านนากาสัง" ท่านผู้อ่านจดจำไว้ ชื่อบ้านนากาสัง คือสถานที่ที่เราจะข้ามไปยังสี่พันดอน
ที่โด่งดังรองลงมา เจ้าของฉายาว่า "น้ำตกไนแองการ่า แห่งเอเซีย" ก็คือ น้ำตกคอนพะเพ็ง อย่างที่บอกไว้ว่าชื่อไนแองการ่าแห่งเอเชีย มีมนขลังต์เหลือเกิน เพราะไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสไปชมไนแองการ่าเมื่อไหร่ เมื่อได้ยินอย่างนั้นก็ทำให้วางแผนไว้เลยว่าต้องไปให้ได้... อันดับที่ 3 น้ำตก ตาดฟาน ซึ่งเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในลาว ผู้เขียนไม่มีเวลาพอแวะไป แต่ทริปหน้าได้วางแผนไว้แล้วว่าต้องไปให้ได้ อันดับที่สี่ น้ำตกตาดผาส้วม และยังสถานที่อี่นๆ อีกมากมาย
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้เขียนขออุบไว้ก่อน วิวทิวทัศน์ที่ผู้เขียนไปพบเห็นผ่านตา จะสวยแค่ไหน... รบกวนท่านผู้อ่าน เดินทางไปกับผู้เีขียน ขึ้นรถไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่า {mospagebreak}
เริ่มต้นที่ด่านช่องเม๊ก
ตามแผนการ ผู้เขียนมีเวลา 2 วัน 1 คืน จากตอนที่แล้วผู้เขียนขับรถจากกรุงเทพฯ แวะเขื่อนลำตะคอง สักการะย่าโม ไหว้หลวงปู่โตที่โคราช และฝ่ารถติดจนมาถึงจังหวัดยโสธรบ้านเกิด คิดค่าน้ำมัน 1 ถังเต็มก็หมดไปแล้ว 1,500 บาท ถัง 50 ลิตร ระยะทางราว 560 กิโลเมตร รถติด 5 ชั่วโมงก็พอดีไปหมดที่บ้านเกิด สรุปว่านอนที่ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธรในคืนที่ 29 ธันวาคม 2550 จัดกระเป๋าเดินทาง เตรียมของไปแบบง่ายๆ ครั้งนี้แค่ไปสำรวจจึงเน้นไปที่การเก็บข้อมูล การถ่ายรูปเป็นหลัก
เช้าวันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม 2550 ผมกับน้องผู้ร่วมทริป ตื่นตั้งแต่หกโมงเช้า ตรวจเช็คของ เมื่อแน่ใจว่า Passport ยังอยู่ อุปกรณ์ครบ ก็ขึ้นรถส่วนตัว ออกเดินทางไปยังจุดหมายแรก... "ด่านช่องเม๊ก" จังหวัดอุบลราชธานี
อากาศช่วงเช้าที่อิสานปีนี้เห็นคุณแม่บอกว่าไม่เหมือนที่ผ่านมา เมื่อก่อนอากาศเย็นแห้งๆ แต่ปีนี้อากาศเย็นแบบสดชื่น เหมือนทางภาคเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย ผมเองเมื่อได้สัมผัสอากาศในเช้าวันนี้ก็รู้สึกเห็นด้วย แต่ก็ชวนให้คิดถึงเด็กยากจน คนด้อยโอกาส เขาไม่มีน้ำอุ่นอาบเหมือนเรา ไม่มีผ้าห่ม ไม่มีเสื้อกันหนาว เราอาจรู้สึกเย็นสบาย แต่เขาเหล่านั้นคงไม่เย็นสบายไปกับเรา
คิดอะไรเพลินๆ ชั่วประเดี๋ยวก็ใกล้จะถึงอุบลแล้ว หันไปมองสองข้างทาง แดดเช้าช่วง 7-9 โมงสวยงามมาก ทุ่งดอกหญ้าเหลืองอร่ามข้างทางต้องแสงแดดระยิบ อดใจไม่ไหวจึงแวะจอดริมทาง น้องร่วมทริปจึงกลายเป็นนางแบบจำเป็นอย่างที่เห็น
จอดรถทิ้งไว้..ข้ามด่านช่องเม๊ก มุ่งสู่เมืองปากเซ
หลังจากเถลไถลลงข้างทาง เสียเวลาไปชั่วโมงกว่า เราก็กลับเข้าเส้นทางมุ่งหน้าไปด่านช่องเม๊ก ไปถึงด่านตอนเกือบเที่ยวพอดิบพอดี งานนี้เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนจะข้ามไปลาวใต้ ถึงแม้จะวางแผนไว้แล้ว ค้นคว้าหาข้อมูลไว้ แต่เมื่อถึงวันจริง ทุกอย่างก็ต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ใจของผู้เขียนอยากขับรถข้ามไปด้วย แต่เนื่องจากไม่รู้ระเบียบว่าต้องทำพาสปอร์ตให้รถก่อน จึงต้องจอดรถทิ้งไว้ที่ด่าน ยังดีที่เตรียมพาสปอร์ตส่วนตัวมาทั้งผู้เขียนและผู้ร่วมทริป จึงไม่เสียเวลาในการข้ามด่านมากนัก
จุดนี้เป็นด่านสำหรับให้รถที่มีพาสปอร์ตวิ่งผ่านไป ฝั่งนู้นก็เป็นด่านวังเต่า ประเทศลาวแล้วครับ
เดินตามลูกศร เข้ามายังตึกด่านผ่านแดน เพื่อยื่นพาสปอร์ตกับเจ้าหน้าที่
เมื่อผ่านจุดนี้ไป ก็จะเป็นแผ่นดินลาวแล้ว
ข้ามมาที่ด่านวังเต่า
หลังจากข้ามแดนมาแล้ว เราต้องยื่นพาสปอร์ตหรือใบผ่านแดนให้เจ้าหน้าที่ลาวอีกจุด เพื่อเสียค่าธรรมเนียมขาเข้า จำได้ว่าคนละ 70 บาท สามารถจ่ายเป็นเงินไทยได้.. พูดถึงเรื่องเงิน ถึงแม้ว่าเราจะสามารถใช้เงินไทยในประเทศลาวได้ แต่ทางที่ดีให้แลกเป็นเงินกีบดีกว่าครับ 1000 กีบคือประมาณ 4 บาทไทย พูดง่ายๆ ว่าแบงค์ 5 หมื่นกีบจะประมาณ 200 บาทไทย ประสบการณ์ผู้เขียนครั้งนี้ไม่ยอมแลก เมื่อต้องจ่ายแบงค์ไทย ส่วนใหญ่คนลาวคิดราคาเหมา จ่ายเกินซะส่วนใหญ่ ทางที่ดีแลกเงินกีบมา สัก 1,500-3,000 บาท ก็อยู่ได้สบายๆ แล้ว
ค่าครองชีพลาว เทียบกับไทย...
ก่อนข้ามฝั่งมาลาวใต้ ผู้เขียนมีทัศนคติเกี่ยวกับลาวฝังใจมานานว่าค่าครองชีพถูกกว่าไทยเยอะ ประมาณว่าค่าเงินเราสูงกว่าเยอะ เพราะได้ยินว่าเงินราว 1000 กีบ แลกได้ราว 4 บาทไทย ก็เลยยิ้มในใจว่ามาเที่ยวลาว เราคงใช้จ่ายได้อย่างเต็มที่ เหมือนฝรั่งมาเที่ยวบ้านเรา
แต่เมื่อเริ่มควักกระเป๋าที่ฝั่งลาว เริ่มตั้งแต่ข้ามด่าน ค่ารถแท็กซี่ไปปากเซ ค่าอาหารมื้อแรกที่ท่ารถ ผมก็เริ่มจะเข้าใจความรู้สึกนักท่องเที่ยวฝรั่ง เพราะราคาที่เราควักจ่ายแบบไม่รู้ เป็นราคาที่สูงกว่าปกติ กว่าจะรู้ราคา ก็ควักเกินไปหลายบาท
ราคาอาหารพื้นเมือง เช่น เฝอ (ก๋วยเตี๋ยว) ถ้วยละ 20-25 บาทไทย ถ้าเป็นอาหารที่แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร ราคาจะใกล้เคียงกับร้านอาหารในบ้านเรา อยู่ที่ประมาณ 30-100 บาทไทย น้ำอัดลมก็ไม่ต่างกับบ้านเรามากนัก บางที่อาจแพงกว่าด้วยซ้ำ สรุปว่าการใช้จ่ายที่ลาวจะประหยัดได้ จำเป็นต้องรู้ราคาไว้บ้างครับ {mospagebreak}
ข้ามด่านวังเต่า เข้าเมืองปากเซ
การท่องเที่ยวครั้งนี้ชักจะกลายเป็นนิยายผจญภัยในต่างแดน เมื่อแผนที่วางไว้ไม่เป็นอย่างที่คิด หลังจากผ่านเข้าด่าน สิ่งแรกที่ต้องทำคือหารถเข้าเมืองปากเซ ท่ารถหาได้ไม่ยาก ให้เดินลงไปตามทางจากด่าน จะเห็นท่ารถแท็กซี่ และรถโดยสารเข้าเมืองปากเซ ซึ่งก็เป็นสองทางเลือกไว้บริการนักท่องเที่ยว หากต้องการประหยัดเวลา ก็เลือกใช้บริการแท็กซี่ แต่ถ้ารอได้ก็ให้ใช้บริการรถโดยสารซึ่งต้องรอโหลดผู้โดยสารจนเต็มคัน และเพื่อเป็นการประหยัดเวลา ผมจึงเลือกรถแท็กซี่ หลังจากพูดคุยกับโชว์เฟอร์ ก็ตกลงกันว่าเหมาคนละ 150 บาทไทย รวมสองคนก็เป็น 300 บาท ตอนแรกก็คิดว่าตกลงเสร็จก็ออกเดินทางเลย ที่ไหนได้ ยังต้องรอผู้โดยสารอีก 2 คน... ไม่เป็นไร คิดซะว่าโชว์เฟอร์เป็นคนมีน้ำใจ ให้พี่สาวลาวคนสวยได้ติดรถเข้าเมืองปากเซด้วย
แรกเห็นรถแท็กซี่ คิดอยู่ในใจว่ามันจะวิ่งได้หรือเปล่า? นอกจากเบาะที่บุผ้าใหม่ สีแดงลายดอกอย่างที่เห็น ส่วนอื่นๆ เหมือนหลุดออกมาจากยุค 70 สามสิบปีที่แล้ว ฮา ฮา
เมืองปากเซ ห่างจากด่านประมาณ 47 กิโลเมตร หลังจากมองหาอยู่นาน ในที่สุดเราก็ได้รถแท็กซี่... คราสสิกอย่างที่เห็น ประมาณ 20 ปีน่าจะได้นะรถคันนี้ หรือ 30 หว่า... เอาเป็นว่ามันวิ่งได้ก็แล้วกัน วิ่ง 40-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นอันว่าถึงปากเซใช้เวลาร่วมชั่วโมงกว่า 555
อย่างที่บอกว่าเหมาสองคน 300 บาทไทย แต่เขาก็ยังรอผู้โดยสารอีกสองคน ไม่อยากจะคิดเลยว่าเราจ่ายแพงกว่าไปทำไม เพราะแท็กซี่บ้านเราก็ขูดฝรั่งจนเราอาย... ถือว่ากรรมตามสนองก็แล้วกันนะคนไทย
ตั้งหลักที่เมืองปากเซ
ตลอดเส้นทางจากด่านมาถึงเมืองปากเซ เป็นทางลาดยาง สองข้างทางเป็นบ้านสลับกับทุ่งนา คล้ายกับชนบทภาคอิสานของเรา ผู้เขียนนั่งด้านหน้า พูดคุยกับโชว์เฟอร์ตลอดทางเพื่อรวบรวมข้อมูล สอบถามว่าจะขึ้นรถไปเที่ยวปราสาทวัดพู ต้องขึ้นที่ไหน... ที่เมืองปากเซมีโรงแรมหรือที่พักเยอะไหม ราคาเท่าไหร่ สรุปว่าพี่โชว์เฟอร์บอกว่าจุดที่จะลงรถสามารถหารถโดยสารได้ไม่ยาก โรงแรมที่ปากเซก็มีเยอะ เมื่อได้ยินอย่างนั้นผู้เขียนก็ค่อนข้างโล่งอก
บรรยากาศของเมืองปากเซ แทบไม่ต่างจากตัวเมืองใหญ่ๆ ในบ้านเรา อย่างที่บอกไว้ว่าเป็นเมืองใหญ่ รถวิ่งทางขวา พวงมาลัยอยู่ทางซ้าย เห็นป้ายทะเบียนลาวก็เยอะ รถรุ่นใหม่ๆ ก็เห็นไม่น้อยไปกว่าตัวเมืองใหญ่บ้านเรา แต่ตลอดรายทางก็เห็นทะเบียนรถไทยวิ่งข้ามมาเยอะเหมือนกัน
ในที่สุดก็มาถึงท่ารถเมืองปากเซ พี่สาวที่ร่วมเดินทางมาคันเดียวกันเขาได้ยินผมคุยกับโชว์เฟอร์ว่าจะไปคอนพะเพง เขาก็บอกว่าทำไมไม่ไปคอนพะเพงเลย จะได้ไปด้วยกัน ขึ้นรถโดยสารไปจะได้ไม่ต้องเสียเงินเหมารถ.. ผมเองเห็นว่าเพิ่งจะบ่ายโมง แวะเที่ยวปราสาทวัดพูที่อยู่ห่างจากปากเซ 45 กิโลเมตรก่อนก็คงทันเวลา แล้วค่อยหารถไปนอนที่น้ำตกคอนพะเพง จึงตอบไปว่าขอไปเที่ยวปราสาทวัดพูก่อน
ลงจากแท็กซี่ ผมและน้องอ้อยคนสวย ก็ตกลงกันว่าหารถไปเที่ยวปราสาทวัดพูกันก่อนดีกว่า แล้วค่อยคิดอีกทีว่าจะไปนอนที่น้ำตกคอนพะเพง หรือว่าจะนอนในเมืองปากเซดีกว่ากัน แต่เราก็ไม่ต้องหารถให้เสียเวลา เพราะทันทีที่เท้าก้าวลงจากรถแท็กซี่ บรรดารถโดยสาร ทั้งคนขับรถตู้ รถสามล้อ สารพัดรถก็กรูเข้ามาถามเราว่าเหมารถมั้ยเพ่ จะไปไหนกัน ไปส่งไหม ผมก็หันไปถามเขาว่า "มีรถไปปราสาทวัดภูบอครับ" (แปลว่า มีรถไปปราสาทวัดภูไหมครับ อิอิ) ทุกคนก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มี ถ้าจะไปก็ต้องเหมา หรือไม่ก็ลองไปหารถที่หลัก 8 ดู (หลัก 8 คือที่ไหน ผมจะไปรู้ได้ไงเนี่ย ฮา ฮา)
จากนั้นพี่รถตู้ก็เสนอมาว่าไปส่งไหม คิดเหมาไปปราสาทวัดภู กลับเมืองปากเซ 1,500 บาทไทยเท่านั้น... คุณผู้อ่านครับ ได้ยินค่าเหมารถ 1,500 บาท ไปกันสองคน ตกคนละ 750 บาทไทย อย่างนี้ไม่ไหว ตั้งใจเที่ยวแบบลุยๆ ก็เพื่อความสนุก ท้าทาย เร้าใจ และประหยัด ฮา ฮา.. สุดท้ายก็เปลี่ยนแผน คุยกันว่าขอเข้าไปดูที่พักในตัวเมืองปากเซก่อน แล้วค่อยคิดอ่านวางแผนกันต่อไป
ช่วงนี้ผู้เขียนไม่มีอารมณ์ถ่ายภาพ เพราะไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองและเพื่อนร่วมทริป อารมณ์ประมาณปิดตาเดิน เพราะไม่รู้จักสถานที่ ไม่รู้ราคาค่าใช้จ่าย ถึงแม้จะค้นคว้าข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมาพอสมควร แต่ในสถานการณ์จริง มีรายละเอียดปลีกย่อยที่นักเที่ยวไม่ได้ลงข้อมูลไว้ ตัวอย่างเช่นท่ารถที่นี่มีหลายจุด ไม่ได้รวมอยู่ด้วยกัน จะไปแหล่งท่องเที่ยวไหน ถ้าไม่อยากเหมารถ ก็ต้องรู้ว่าจะไปขึ้นรถที่ท่ารถจุดไหน ดังนั้นผู้เขียนจึงตัดสินใจให้สามล้อไปส่งในเมืองปากเซ ไปส่งตรงที่มีโรงแรม เขาก็พาไปโรงแรมปากเซ คิดค่าโดยสารสองคน 150 บาท (โดนขูดอีกแล้ว)
เมื่อมาถึงโรงแรม ผู้เขียนเห็นมีเกสเฮาส์ตามรายทาง ก็เล็งๆ ไว้ แต่เข้าไปดูโรงแรมก่อน เพื่อถามราคาห้องพักและเผื่อถามหาที่เช่ารถ เพราะรู้สึกว่าถ้ามีรถขับเองน่าจะสะดวกกว่า แต่เมื่อได้คุยกับพนักงานโรงแรม เขาบอกว่าห้องพักคืนละ 650 บาทไทย ราคาไม่แพงมากนัก แต่เมื่อถามเรื่องรถ เขาบอกว่ามีแต่รถเหมา ราคาไปปราสาทวัดภูก็ 1,500 บาท ผู้เขียนได้ยินอย่างนั้นก็เก็บความสงสัยไว้ว่าทำไมถึงได้แพงจัง (คำตอบมีให้ตอนท้าย)
ผู้เขียนจำได้ว่าตอนที่หาข้อมูล มีคนบอกว่าห้องพักราคาไม่แพง ตกคืนละ 40-80 บาทเท่านั้น ถึงตอนนี้ก็รู้สึกว่าข้อมูลค่อนข้างห่างไกลความจริง ไม่ค่อยปะติดปะต่อเท่าที่ควร สุดท้ายก็ตัดสินใจออกจากโรงแรม เดินดูเกสเฮาส์ ซึ่งผลก็ไม่ค่อยดีนัก... ห้องเต็มตลอด {mospagebreak}
หลัก 8 ... ท่ารถสายใต้ มุ่งสู่นากะสัง การเดินทางแบบวัดดวง
สถานการณ์ไม่ค่อยดีนัก เวลาเดินไปเรื่อยๆ ในขณะที่เราก็ต้องรีบตัดสินใจ เพราะถ้าปล่อยไว้อย่างนี้คงได้กลับไทยแบบไม่ได้อะไรแน่นอน แล้วผู้เขียนก็ตัดสินใจ... เพราะจำได้ว่าถ้าจะไปคอนพะเพงก็ให้ไปหารถดูที่หลัก 8 ซึ่งผู้เขียนก็ไม่รู้หรอกว่าหลัก 8 คืออะไร คิดว่ามันคงเป็นท่ารถสักแห่งหนึ่งในเมืองปากเซ ว่าแล้วก็โบกรถมอเตอร์ไซสามล้อ (รถมอเตอร์ไซ มีกะบะมุงหลังคา) ที่ผ่านมา ตกลงราคาได้ที่ 100 บาท ให้ไปส่งที่หลักแปด
ก่อนไปผมก็ถามว่าหลัก 8 อยู่ไกลไหม? คนขับก็บอกว่า "บอไกล..แค 8 หลัก" (ไม่ไกล แค่ 8 กิโลเมตร) ผู้เขียนพูดลาวได้ แต่ก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่า หลัก แปลว่ากิโลเมตร 555+
จากแผนที่ ผู้เขียนตัดสินใจแล้วว่าจะไปวัดดวงที่หลัก 8 ซึ่งน่าจะเป็นท่ารถแห่งหนึ่ง.. จากการพูดคุยสอบถามกับคนท้องถิ่น เส้นทางเมืองปากเซลงใต้ จะเป็นถนนลาดยาวเส้นเดียว ขับยาวมุ่งลงใต้ สังเกตุในแผนที่จะเห็นเส้นสีแดง ลงใต้ไปถึงเมืองโขง ด้านซ้ายของเมืองโขงก็คือแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นที่ตั้งของน้ำตกหลี่ผี สี่พันดอน และน้ำตกคอนพะเพงนั่นเอง
หลัก 8 เป็นหลักกิโลเมตรที่ 8 น่าจะวัดจากเมืองปากเซลงมาทางใต้ เราสามารถหารถไปทางใต้ได้จากที่นี่
ถึงที่หลัก 8 บ่ายสอง กะว่าเดินทางไปทันน้ำตกคอนพะเพง ที่ห่างไป 150 กิโลเมตร สัก 5 โมงเย็นก็น่าจะพอเที่ยวได้ แต่ขอโทษครับ... โชว์เฟอร์บอกผมว่า รถออก บ่ายสามครึ่ง ผมเดินไปเดินมาจน สี่โมงครึ่งถึงได้ออกจากหลัก 8 กรำจริงๆ
รอโหลดผู้โดยสารจนเต็มคัน แต่คิดผมกับอ้อยคนละ 200 บาทไทย บอกว่าเหมา ... แล้วจะบอกว่าเหมาทำไม เพราะยังไงก็ต้องรอโหลดคนให้เต็มก่อน ไม่เป็นไร ถือว่ามาสำรวจเส้นทาง เด๋วจะมาแก้มืออีกรอบ...
ยังดีที่ผู้เขียนเว่าลาวได้ เลยพอจะคลำทางถูก ขึ้นรถคันนี้ไปบ้านนากะสัง เพื่อไปน้ำตกคอนพะเพ็ง น้ำตกหลี่ผี อยู่ระแวกเดียวกัน แต่ขอโทษเถอะครับ รถออกสี่โมงครึ่ง ระยะทาง 150 กิโลเมตร แต่พี่แกวิ่ง 40-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไปถึงนากะสังเอา 3 ทุ่ม
งานนี้หลังจากคุยกับพี่โชว์เฟอร์ ตอนแรกจะให้เขาไปส่งที่คอนพะเพ็ง หาที่พักแถวนั้น แต่พี่แกแนะนำให้ขึ้นเรือข้ามไปดอนเดช คำว่าดอนแปรว่าเกาะ ที่นากะสังเป็นถิ่นที่เรียกว่า สี่พันดอน หมายถึงมีเกาะมากมายกว่าสี่พันเกาะ และดอนเดชก็เป็นเกาะใหญ่ที่สวยงามซึ่งเมื่อก่อนฝรั่งเศสใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ ในสงครามโลก
คำว่าสวยงามหมายถึงสายงามด้วยธรรมชาติริมแม่น้ำโขง ประกอบกับวิถีชีวิตชาวบ้านที่น่าดู นอกจากนี้ที่ดอนเดชยังมีสะพานข้ามไปยังดอนคอน หรือเกาะคอน ที่ฝรั่งเศสสร้างไว้ในอดีตเพื่อสะดวกในการขนยุทโธปกรณ์
ที่ดอนคอนนี่เอง เป็นที่ๆ เราจะได้เห็นน้ำตกหลี่ผี แต่ที่ดึงดูดให้ผมเปลี่ยนใจข้ามเรือไปนอนที่ดอนเดช ก็เพราะพี่โชว์เฟอร์บอกว่าฝรั่งสามคนก็จะข้ามไป ที่พักหาได้ง่ายกว่าที่คอนพะเพง ราคาก็ถูกกว่าเยอะ อาหารก็หาได้ง่ายกว่า
สรุปว่าข้ามเรือไปกับฝรั่งครับ คนละ 30 พัน (สามหมื่น) กีบ หรือราวๆ 120 บาทไทย พอฝรั่งได้ยินว่าผมเว่าลาวได้ ก็ดีใจกันใหญ่ เพราะจะให้ผมช่วยแปรกับเป็นอังกฤษให้ 555
นั่งเรือที่หมู่บ้านนากะสังตอนสามทุ่ม มองไม่เห็นอะไร ไม่รู้ว่าสวยหรือไม่สวย รู้แต่ว่าหาที่นอนก่อนล่ะคืนนี้ และผ่านไปราว 5 นาทีเท่านั้น เราก็มาถึงเกาะเดช หรือดอนเดช... ถึงแม้จะมืด แต่ผมก็พอจะมองเห็นได้ว่าหาดทรายน้ำจืดขาวสวยมาก
และมองไปบนเกาะ ตั้งแต่หลังแรกไปจนถึงสุดสายตา เป็นบ้านพักแบบโฮมสเตย์ทั้งนั้นเลย ที่เดินขวักไขว่ นั่งคุยกัน กินเบียร์ ฟังเพลง มีแต่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ตัดกับภาพที่เห็นอย่างแรงงงง
หลังจากเดินสำรวจสักครู่ แล้วผมก็ได้ห้องพัก คุยกับเจ้าของบ้าน ก็คือแม่ใหญ่ (คุณยาย) เขาว่าคิดคืนละ 30 พัน (สามหมื่น) หรือ 120 บาทไทย เป็นแบบห้องน้ำในตัว และมีอีกราคาคือ 20 พัน (สองหมื่นกีบ) หรือ 80 บาทไทยต่อคืน เป็นห้องน้ำรวม สภาพห้องไม่หรูหราน่าอยู่ แต่ก็ดิบเถื่อนเร้าใจไปอีกแบบ 555
เพื่อให้พรุ่งนี้เช้าไม่ฉุกละหุก ผู้เขียนจึงออกไปสำรวจดูว่ามีรถจักรยานให้เช่า หรือมีวิธีไปน้ำตกหลี่ผีอย่างไร รวมถึงไปหาอะไรรองท้องด้วย บ้านเรือนที่ดอนเดชตั้งแต่ปากทางที่เราลงจากเรือ ตลอดรายทางเป็นที่พักลักษณะโฮมสเตย์ มีร้านอาหาร มีฝรั่งนั่งจิบเบียร์ นั่งคุยกัน บรรยากาศคล้ายกับเกาะลันตาบ้านเรา แต่เปลี่ยนจากแสงสีอารยะธรรม เป็นแสงสีแบบชนบท ผู้คนท้องถิ่นยิ้มแย้มแจ่มใส ผู้เขียนเห็นร้านเช่าจักรยาน สาวลาววัยรุ่นกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่หน้าร้าน หน้าตาน่ารักทีเดียว ก็เข้าไปถามราคาจักรยาน และถามว่าพรุ่งนี้เปิดร้านกี่โมง เพราะตั้งใจจะออกแต่เช้าตรู่เพื่อเก็บภาพพระอาทิตย์ตกดิน
น้องสาวคนสวยยิ้มอายๆ ตอบมาว่ารถถีบคนละ 8000 กีบ ร้านเปิด 8 โมงเซ่า ผู้เขียนมองเข้าไปในร้านเห็นเปิดทีวีดูละคนช่อง 7 ของบ้านเราอยู่ ก็ได้แต่ยิ้มๆ หันไปชี้เอาสบุ่ก้อนหนึ่งราคา 3000 กีบ ถือว่าอุดหนุนก็แล้วกัน...
{mospagebreak}
ดอนเดช ที่ตากอากาศแบบชนบท เกาะใหญ่แม่น้ำโขง
เนื่องจากผมมาตอนค่ำ จึงไม่เห็นทิวทัศน์ และไม่สามารถเลือกห้องพักที่สวยงามถูกใจได้ ก็ได้แต่คิดว่านอนๆ ไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยลุยกัน บอกแม่ใหญ่เจ้าของที่พักไว้ว่าขอเช่าจักรยาน 2 คัน เช้าตรู่ัสัก 6 โมง จะออกไปเก็บภาพรอบๆ ดอนเดช แม่ใหญ่ก็เตรียมไว้ให้ คันละ 8000 กีบ (ราว 32 บาท) แล้วแม่ใหญ่ก็พาเข้าไปดูห้อง อย่างที่บอกไว้ว่ามาตอนกลางคืน จึงไม่ได้ดูว่าสวยไม่สวย ที่เกาะดอนเดชไฟฟ้ายังไม่ถึง ที่เห็นมีไฟฟ้าใช้เห็นว่ามาจากเครื่องปั่นไฟ ห้องพักเราก็ค่อนข้างมืดเนื่องจากหลอดไฟเสียไปหลอดหนึ่ง บอกแม่ใหญ่ว่ามองไม่เห็น แม่ใหญ่ก็หัวเราะทั้งมองอย่างมีเลศนัย บอกว่ามืดก็มองเห็น...
แม่ใหญ่เข้าใจผิด คิดว่าเรามากันเป็นคู่ผัวเมีย ก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ คิดในใจว่านอนๆ ให้ผ่านคืนนี้ไป ให้ถึงพรุ่งนี้จะได้สดชื่น มีแรงเก็บข้อมูล ออกถ่ายรูปรอบๆ เกาะ
ขณะที่ผู้เขียนกำลังจะอาบน้ำ (ห้องน้ำในตัว) ก็ลังเลว่าจะชาร์จแบตฯ กล้องทิ้งไว้ดีไหม แต่ดูแล้วไฟฟ้าคงไม่เรียบนัก อย่าเสี่ยงดีกว่า เมื่อคิดได้อย่างนั้นก็หอบผ้าเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงตะโกนแซวจากเพื่อนร่วมทริปว่าไม่ต้องอาบหรอก เกิดอาบน้ำอยู่ดีๆ ไฟฟ้าดับขึ้นมาจะทำไง ผมก็ตะโกนตอบไปว่า ไม่เป็นไร ไม่กลัวผี ดับก็อาบต่อให้เสร็จ..
ยังไม่ทันขาดคำ ขณะที่กำลังล้างหน้าอยู่ดีๆ ไฟฟ้าก็ดับพรึบ! 555++ ไม่น่าทักเลยตรู ไฟดับครั้งนี้สุดๆ จริงๆ เพราะพร้อมใจกันดับทั้งเกาะเลย มืดไปหมด มองไม่เห็นอะไรเลย ความตั้งใจแรกที่จะอาบน้ำให้เสร็จก็พลันหมดไป.. มืดแบบมองไม่เห็นมือตัวเองอย่างนี้จะอาบได้อย่างไรกันล่ะ
บรรยากาศยามเช้าู่ที่ดอนเดช เกาะใหญ่ในบรรดา 4 พันดอน มีทัศนียภาพสวยงามด้วยกลิ่นอายชนบท
6 โมงครึ่งแล้ว ยังไม่ล้างหน้าเลย แต่พระอาทิตย์ไม่รอเรา ดังนั้นจึงต้องรีบออกมาทั้งอย่างนั้น ปั่นจักรยานรับอากาศเย็นสบายยามเช้า หมอกจางๆ มองไปที่แม่น้ำโขงรอบๆ ดอนเดช เห็นเด็กตัวเล็กๆ กำลังจับปลา น่าจะสัก 5-6 ขวบ ขับไปอีกนิดก็เจอกลุ่มเด็กๆ ตื่นเช้ามาเล่นกัน ตอนนี้ผมลืมความหงุดหงิดเมื่อวานเป็นปลิดทิ้ง อากาศดีมาก บรรยากาศก็ดี ผู้คนอัธยาศัยดี เด็กๆ เห็นเราก็ตะโกน คนไทยๆ เด็กบางคนก็ตะโกน ฝรั่งๆ ... เหมือนตรงไหนฟร่ะเนี่ย 555
ตอนถ่ายรูปเด็กๆ ลืมดูสปีดชัตเตอร์ ตั้งโหมด P ประมาณว่ามัวแต่รีบ เลยกดมาแบบสปีดต่ำโดยไม่รู้ตัว..
จากที่พัก มีถนนไปซ้ายกับขวามือ ถามลูกสาวแม่ใหญ่ (น่าตาจิ้มลิ้มทีเดียว) ว่าไปทางไหนสวย ได้ยินน้องสาวคนสวย บอกว่าทางซ้ายมืองามจ๊ะอ้าย แต่ได้ยินแม่ใหญ่ตะโกนออกมาจากหลังบ้าน บอกว่าขวามืองามกว่า เราก็เชื่อผู้ใหญ่เลยไปขวา
ปรากฎว่าซ้ายมือเรียบแม่น้ำโขง แต่ขวามือตัดกลางหมู่บ้าน 555 กรำจริงๆ
ปั่นจักรยานข้ามไปดอนคอน ชมน้ำตกหลี่ผี
การท่องเที่ยวครั้งนี้ชักจะกลายเป็นนิยายผจญภัยในต่างแดน เมื่อแผนที่วางไว้ไม่เป็นอย่างที่คิด แต่สุดท้ายการตัดสินใจนอนที่ดอนเดช เป็นทางเลือกที่ถูกต้อง ตื่นเช้ามาพาคุณผู้อ่าน ปั่นรถถีบดูบรรยากาศรอบเกาะดอนเดชแล้ว เราจะข้ามสะพานไปดอนคอน แวะชมหลี่ผี ก่อนขึ้นเรือกลับบ้านนากะสัง ...
สะพานข้ามดอนเดช ไปดอนคอน (เกาะ) ในสี่พันดอน (สี่พันเกาะ) ที่ลาวใต้ ผมถามชาวบ้าน เห็นเขาว่าดอนเดชเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด ฝรั่งเศสใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ สะพานที่สร้างข้ามเกาะดอนเดชไปดอนคอน ยังมีรางรถไฟไว้ขนอาวุธด้วย
ที่ริมสะพาน ดอนคอน มีบังกาโลสวยๆ อยู่เต็มไปหมด ข้ามฝั่งมาดอนคอนแล้ว ปั่นจักรยานไปตามทางจะเห็นซากหัวรถจักร อนุสรณ์สงครามโลกที่โหดร้าย จากนั้นปั่นรถถีบมาสัก 3 กิโลเมตร ก็จะเห็นทางไปหลี่ผี มีป้ายบอกทางว่าไปน้ำตกหลี่ผี ดูปลาโลมา.. ปลาโลมาที่ว่า เป็นปลาโลมาน้ำจืด อิรสวดี ผมไม่ได้ไปดู เพราะเวลาไม่พอ
ปากทางเข้าชมน้ำตกหลี่ผี เช้าๆ ยังไม่ค่อยมีคน การมาครั้งนี้ ทำให้ผมรู้ว่าถ้าจะเที่ยวลาวใต้ ให้วางโปรแกรมท่องเที่ยวไว้เลย น้ำตกหลี่ผี น้ำตกคอนพะเพง ให้ไปที่หมู่บ้านนากะสัง ... และควรข้ามเรือไปดอนเดช เพื่อนอนพัก บรรยากาศดีมาก
น้ำตกหลี่ผี ความยิ่งใหญ่แห่งแม่น้ำโขงกับตำนานที่ชวนให้ขนลุก
มาถึงน้ำตกหลี่ผีแล้ว... ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจผิด คิดว่าน้ำตกหลี่ผีอยู่บนเขาใด เขาหนึ่ง หรืออยู่บนแผ่นดิน.. ความจริงแล้วน้ำตกหลี่ผี เป็นแม่น้ำโขงตอนใต้ทั้งสายนั่นเอง ไม่ใช่แค่สายเล็ก สายน้อย แต่เป็นแม่น้ำโขง ไหลมาเจอสี่พันดอน เกาะแก่ง หินงอก หินผา ขวางทางแม่น้ำโขง ทำให้เกิดเป็นน้ำตกหลี่ผี ความใหญ่โต สวยงามของหลี่ผี ผมไม่สามารถเก็บภาพให้เหมือนที่ตามองเห็นได้ มันใหญ่จริงๆ ตำนานน้ำตกหลี่ผี ที่ผมเคยบอกว่าชวนให้ขนลุก เป็นที่มาของชื่อหลี่ผี
หลี่ เป็นภาษาท้องถิ่น หมายถึงที่ดัก ดักปลา แต่ตอนสงครามโลก การทิ้งระเบิด สงครามที่โหดร้าย ย้อมให้แม่น้ำโขงกลายเป็นสีแดง ซากศพจำนวนมากที่ไหลตามแม่น้ำโขง มาติดอยู่ที่น้ำตกหลี่ผีแห่งนี้ ซึ่งมีโขดหิน เกาะแก่งมากมาย ทำให้ชาวบ้านเรียกที่นี่ว่า "หลี่ผี" หรือที่ดักผีนั่นเอง
ความสวยงามที่เห็นด้วยตา คงต้องใช้เวลาหามุมเก็บรูปสวยๆ แต่ผมมีเวลาจำกัด ต้องออกจากนากะสังก่อนเที่ยง (ตามแผนเดิมที่ตั้งใจไว้ ว่าจะแวะปราสาทวัดภูขากลับ) ภาพส่วนใหญ่ผมถ่ายมาที่ 24 mm ริมผา จึงทำให้โดยรวมดูเล็กลง (เพราะวัตถุที่อยู่ใกล้เลนส์ จึงจะมีขนาดใหญ่ขึ้น) ต้นไม้ที่เห็นสองฟากฝั่งหลี่ผี ล้วนมีขนาดใหญ ฤดูนี้ น้ำจัดว่ากำลังดี สีสวย ไม่มากจนเกินไป ไม่แห้งจนเกินไป ถ้ามาช่วงหน้าฝน น้ำจะขุ่นเป็นโคลน ถ้ามาหน้าร้อน น้ำก็จะสีไม่สวย แดดแรงเกินไป {mospagebreak}
ปั่นจักรยานกลับดอนเดช เตรียมตัวไปชม น้ำตกคอนพะเพง
ที่ลาว กาแฟขึ้นชื่อ ส่งออกทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ กาแฟลาว.. มาแล้วก็ขอลองสักครั้งตามประสาคนติดกาแฟ
ผมแวะที่บังกาโลตรงริมสะพานข้ามดอนคอน สั่งอาหารเช้าอเมริกัน (ชื่อตามเมนู) ถ้าจำไม่ผิดราคา 30 พัน กีบ (120 บาท) เห็นจะได้ ดูหน้าตากันชัดๆ ราคาอาหารไม่ต่างกับร้านอาหารไทยสำหรับนักท่องเที่ยวมากนัก แล้วก็ปั่นจักรยานกลับมาที่ดอนเดช เพื่ออาบน้ำอาบท่า เตรียมตัวข้ามไปหมู่บ้านนากะสัง กลับถึงที่พัก แม่ใหญ่บอกว่ามีเรือ เดี๋ยวให้ลูกสาวขับไปส่ง คิด 30 พันกีบ (3 หมื่นกีบหรือ 120 บาทไทย) ก็พอ
ตอนขามา ผมกับอ้อยจ่ายไปคนละ 30 พันกีบเป็นค่าเรือ รวมแล้ว 60 พันกีบ แต่เที่ยวนี้ เหมาราคา 30 พันกีบเท่านั้น แสดงว่าราคาไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับความเคี่ยวของแต่ละคนนั่นเอง
ระยะทางจากดอนเดชไปหมู่บ้านนากะสัง ไม่ไกล นั่งเรือราว 5-10 นาทีก็ถึงแล้ว ที่ใต้ถุนบ้าน (ที่พัก) แม่ใหญ่ ซึ่งจอดเรือไว้ในรูปข้างบน มีเลี้ยงลูกหมู 2 ตัว น่าตาน่ารักมาก น่าจับไปทำหมูหัน ฮา ฮา ลายสวย หน้าตาจิ้มลิ้ม หลังจากเล่นกับลูกหมูเสร็จ ตอนอ้อยกำลังจะเดินข้ามสะพานไม้ขึ้นเรือ เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ขณะที่ผมกำลังถ่ายรูปหมูตัวนี้อยู่ดีๆ หันไปอีกที อ้อยก็ตัวลอยขึ้น แล้วผมก็เห็นภาพสโลโมชั่น อ้อยค่อยๆ หน้าคมำ ชูมือสองข้างขึ้นอัตโนมัติเพื่อยันพื้นไว้ ... โครมมม ! ผมตะลึงราว 1 นาที มองดูอ้อยนอนคว่ำไปกับพื้น มือสองข้างยันพื้นไว้ กันหน้าทิ่มโคลน.. อา.. โชคดีจัง กระเป๋าเป้กล้องหนอนน้อยผมอยู่ข้างหลังอ้อย ปลอดภัย 555 ภาพลูกหมูยิ้ม กดชัตเตอร์ตอนหน้าขมำพอดี ได้ยินแว่วๆ ว่าอ้อยสะดุดเชือกหมูอ่าครับ 555+++ โอ๋ๆ คนดี ไม่เจ็บนะ ไม่เจ็บ
แล้วเราก็ข้ามฝั่งมาถึงหมู่บ้านนากะสัง
ขามาเป็นตอน 2-3 ทุ่ม มองไม่เห็นอะไร แต่ขากลับ กลางวันแสกๆ ราว 11 โมง ภาพน่าดูอย่างที่เห็น ช่วงเดินขึ้นหมู่บ้าน เพื่อหารถ ก็ขอกดชัตเตอร์มาอีกสักช๊อต วันนี้ฟ้าใสมาก นี่ขนาดเกือบจะเที่ยงแล้ว ยังได้ฟ้าใสๆ มาฝากกันได้
หมู่บ้านนากะสัง เป็นทั้งท่าเรือข้ามไปดอนเดช และท่ารถสำหรับไปคอนพะเพงหรือปากเซ
นักเรียนเปิดเรียนแล้วครับ ได้ยินน้องสาวคนสวยที่ขับเรือมาส่ง เล่าให้ฟังว่า ปีใหม่หยุด วันศุกร์ถึงอาทิตย์ วันจันทร์ที่ 31 ก็เปิดเรียนแล้ว น้องๆ นักเรียนแต่งตัวน่ารักอย่างที่เห็น หมู่บ้านนากะสัง ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่นเหมารถ เหมาเรือ มีที่พักให้ ทำร้านอาหาร หมู่บ้านนี้มีไฟฟ้าใช้ เห็นติดจานดาวเทียมกันเกือบทุกหลัง ผมแอบเห็นดูละครช่องเจ็ด ช่องสาม บ้านเรากันทุกบ้าน อิอิ
ดอนเดช ไฟฟ้ายังไม่ถึง แต่เขาใช้เครื่องปั่นไฟ ของใคร ของมัน อย่างบังกโลที่ผมไปพัก ผมเห็นไฟไม่ค่อยเรียบ ก็เลยไม่กล้าชาร์จแบตฯ กล้อง มารู้ตอนหลังว่าใช้เครื่องปั่นไฟ .. มิน่าล่ะ น้ำมันที่ลาวถึงได้แพง ลิตรละ 9000-หมื่นกีบแหน่ะ (40 บาท) น้องสาวคนสวย ตามมาส่งถึงหมู่บ้านนากะสัง แล้วยังพาผมไปหารถต่อไปน้ำตกคอนพะเพง ซึ่งห่างออกไปราว 20 กิโลเมตร
แต่แล้วก็มีข่าวร้าย เมื่อผมบอกน้องสาวคนสวยว่าเสร็จจากคอนพะเพงจะเข้าเมืองปากเซเลย อาจแวะดูปราสาทหินวัดภู... น้องสาวบอกว่า "อ้ายสิหารถได้บอ? รถเบิ่ดสิบโมงเซ่า" (รถหมด 10 โมงเช้า) คิดในใจว่า กรำจริงๆ ตอนมาที่นี่ พี่สาวที่นั่งรถมาด้วยกันบอกว่ารถหมด 6 โมงเย็น แล้วจะทำไงดีล่ะทีนี้ คอนพะเพงก็ยังไม่ได้ไปดู
สุดท้ายก็เลยให้น้องสาวพาไปคอนพะเพงก่อน แล้วค่อยคิดอ่านกัน น้องเขาก็เสนอมาว่า น้องมีรถจักร (รถมอเตอร์ไซต์) อ้ายขับไปเอง หรือจะให้น้องขับให้ ผมไปไม่ถูก ก็เลยให้น้องสาวขับมอเตอร์ไซไปส่ง น้องเขาเรียกน้องชายมาอีกคันเป็นสองคัน ครั้นผมจะขอซ้อนน้องสาว ให้อ้อยซ้อนน้องชายก็กระไรอยู่ ถึงแม้จะคิด แต่ก็ได้แค่คิดครับ ฮา ฮา.. นั่งมอเตอร์ไซต์กันหนุกหนาน ระยะทางไม่ใช่ใกล้ๆ แต่ทำไงได้ ก็เราไม่รู้เส้นทางหนิ จะเหมารถใหญ่ก็ไม่ไหว
มาถึงคอนพะเพงแล้วครับ รถไทยจอดกันตรึม
น้ำตกคอนพะเพง ถ้านับจากแม่น้ำโขงที่ไหลมา.. น่าจะอยู่ใต้ถัดจากน้ำตกหลี่ผี ความยิ่งใหญ่อลังการ สมกับที่ได้สมญาว่า น้ำตกไนแองการ่าแห่งเอเชียจริงๆ ความใหญ่โต ผมไม่สามารถถ่ายทอดออกมาให้สมจริงได้ ต้องขออภัยจริงๆ เพราะเวลามีน้อย เนื่องจากมีปัญหาเรื่องรถเข้าเมืองปากเซ เลยจิตใจไม่อยู่กับตัวเท่าไหร่ สรุปว่า 4 พันดอน หรือสี่พันเกาะ เป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเกาะเล็ก เกาะน้อย บนแม่น้ำโขงในเส้นทางลาวใต้ น้ำตกคอนพะเพงที่ได้ชื่อว่าเป็นไนแองการ่าแห่งเอเชีย ก็เป็นใต้สุดของลาว เกือบจะถึงชายแดนเขมรแล้ว... ระยะทางจากเมืองปากเซแค่ 150 กิโลเมตรเท่านั้นเอง เราใช้เวลาที่นี่ไม่นานนัก เพราะต้องทำเวลา ไหนจะต้องหารถกลับเมืองปากเซอีก
ความยิ่งใหญ่แห่งแม่น้ำโขง ไม่น้อยหน้าไนแองการ่าเลยทีเดียว
แล้วเราก็กลับไปตั้งหลักที่หมู่บ้านนากะสัง...
้น้องสาวคนสวยหารถให้ผม ที่คิวรถไปเมืองปากเซ (นากะสัง) ก็หมดแล้ว เราจึงจำเป็นต้องตัดสินใจครั้งใหญ่.. ประหยัดมาตั้งแต่ต้น สุดท้ายก็ต้องยอมเหมารถกลับเมืองปากเซครับ...
ราคา 2,500 บาท เดิมทีผมก็คิดว่าแพง แต่เมื่อได้คุยกับโชว์เฟอร์ตอนเดินทาง เขาก็เล่าให้ฟังเรื่องต่างๆ ผมก็สอบถามข้อมูลไปด้วย เขาเล่าว่า รถคันนี้ มือสาม ซื้อมาราวสองแสนบาทไทย ราคารถหรือของใช้ที่ลาวแพงกว่าไทย โดยเฉพาะของส่วนใหญ่ คนลาวข้ามไปซื้อที่ฝั่งไทย อย่างเช่นที่เมืองอุบลเป็นต้น แล้วนำมาขายต่อที่ลาว คนบ้านนากะสังก็ไปซื้อที่ปากเซอีกต่อ มาขายต่อที่นากะสัง ของก็เลยแพง
ส่วนรถยนต์ เขาบอกผมว่า ไทเกอร์มือสอง (อาจจะสาม) ซื้อที่ลาวไม่ต่ำกว่า 4 แสนบาท รถวิโก้ ตอนเดียว เกียร์กระปุกก็เหยียบล้านบาทไทย บวกกับค่าน้ำมันลิตรละราว 40 บาท ทำให้ค่าเดินทางที่นี่แพงมาก ตอนแรกเขาคิดเหมาผม 3000 บาท แต่น้องสาวคนสวยขอให้ลดให้หน่อย สุดท้าย เขาก็คิด 2500 บาท... แถมผมขอให้ไปส่งถึงด่านช่องเม๊กเลย หมายความว่าระยะทางจาก บ้านนากะสังไปเมืองปากเซ 150 กิโลเมตร บวกกับระยะทางจากเมืองปากเซไปด่าน ราว 45 กิโลเมตร ไปกลับร่วม 400 กิโลเมตรเลยทีเดียว ใช้น้ำมันเป็นถังเลยนะนั่น
มุ่งหน้าสู่ปากเซ แวะซื้อของตลาดดาวเรือง ก่อนกลับไปที่ด่านช่องเม๊ก
รถคันนี้ผมเหมา ดังนั้นเมื่อมีคนโบก เขาก็ถามผมว่าให้รับหรือเปล่า ผมเห็นความยากลำบากในการเดินทาง ก็เลยสงสาร เมื่อมีคนโบก ก็ให้รับมาด้วย ถึงเมืองปากเซ เราแวะตลาดดาวเรืองกัน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่เมืองปากเซ มีของขายหลายอย่าง แวะซื้อของฝากกันได้ที่นี่ ภาพเจ้าของรถ นั่งมาด้วย สงสัยถือโอกาสมาซื้อของที่เมืองปากเซ... เป็นสาวลาวคนเดียวที่ผมแอบถ่ายรูปมาฝาก ... อิอิ ไว้ทริปหน้า จะถ่ายมาให้เยอะกว่านี้นะครับ

จากที่คุยกับโชว์เฟอร์ ว่าถ้าเป็นไปได้ ให้แวะปราสาทวัดภู ก่อนกลับ แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ ปราสาทวัดภูตั้งอยู่ที่หลัก 30.. รื้อความจำกันนิด ... ถนนจากเมืองปากเซมาทางใต้จนถึงคอนพะเพง จะมีหลักกิโลเมตร คำว่ากิโลเมตร ชาวบ้านที่นี่เรียกว่าหลัก เช่นผมถามว่าไปอีกกี่กิโลเมตร เขาก็จะบอกว่า อีก 5 หลัก เป็นต้น จุดขึ้นรถมานากะสัง ตั้งอยู่ที่หลัก 8 หรือหลักกิโลเมตรที่ 8 ส่วนทางเข้าปราสาทวัดภู ให้ต่อรถที่หลัก 30 เข้าไปอีกราว 20 กิโลเมตร ต้องขึ้นแพยนต์ข้ามน้ำไปดู
ตลาดดาวเรือง ตลาดใหญ่ เมืองปากเซ
ผมออกจากบ้านนากะสังตอนบ่ายโมงกว่า ถึงหลัก 30 ราวๆ เกือบบ่าย 4 โมง หลังจากดูระยะทาง และคุยกับโชว์เฟอร์ เห็นว่าถ้าไป และกลับออกมา ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ถ้าเป็นอย่างนี้ อาจไม่ทันด่าน จึงตัดใจไม่ข้ามไปปราสาทวัดภู ให้แวะตลาดดาวเรืองที่เมืองปากเซ แล้วกลับด่านช่องเม๊กเลย มีของขายมากมาย ปกติคนไทยก็ข้ามมาซื้อของที่ด่านวังเต่านี้
ด่านวังเต่า แวะซื้อของฝากก่อนกลับไทย
สรุปค่าใช้จ่ายสองคน ตกคนละไม่เกิน 3000 บาท ซึ่งน่าจะประหยัดกว่านี้ในทริปหน้า รวมถึงถ้ามากันเป็นกลุ่มหลายคน แชร์ค่าเดินทางกัน เพราะสำรวจเส้นทาง การเดินทาง ที่พัก และรู้ถึงรายละเอียดปลีกย่อยที่ใช้ในการวางแผนครั้งหน้าแล้ว
ขอบคุณที่ติดตามกันจนจบทริป สำหรับชีพจรลงเท้าครั้งนี้ นับว่าผจญภัยสมใจอยาก ครั้งหน้าเจอกันใหม่ครับ _/\_
{mos_fb_discuss:2}
วาทิต ชูสิน
บทความที่เกี่ยวข้อง
สารบัญบทความ
การถ่ายภาพเบื้องต้น
พิกวิวคาเฟ่
- watid : กินๆๆๆ
- veevie : Hollo ตอนเที่ยง ทานข้าวนะครับทุกคน
- candyman2 : เหร๋อออออออออออออออ
- watid : วันดีวันสบายๆ ครับพี่น้อง
- blackman5214 : บอร์ด...ร้าง...จริงด้วย..555
-
blackman5214
:

- candyman2 : เหงาที่ไหน เค้าเรียกว่าร้าง หะๆๆๆ
- blackman5214 : บอร์ด เหงา ๆ แหะ....
- candyman2 : 555
- candyman2 : อ้าว เดี๋ยวนี้เค้าไม่ ฝากท้องกันที่โรงพยาบาลแล้วเหร๋อ
Only registered users are allowed to post.








คอมเมนต์
ไว้ไปเที่ยวอีกแ น่นอนครับ ช็อตแก้มือ อิอิ
ขอบคุณค่ะที่เขี ยนละเอียดดี
แล้วถ่ายภาพมาฝา กด้วยนะครับ ^-^