ภาพสวยด้วยมือเรา บทที่ 1 เลือกใช้ให้เหมาะสม กับโหมดถ่ายภาพ P, A, S, M, Scene
ระดับ : ผู้เริ่มต้น, มือสมัครเล่น
ประเภท : กล้องดิจิตอลคอมแพค, DSLR
ห่างหายไปนานพอควร กับการอัพเดทบทความด้านการถ่ายภาพ ผู้เขียนแอบไปดู Poll สำรวจความเห็นที่แปะไว้ ว่าอยากให้ PIXVIEW.NET มีอะไร (จากตัวเลือกที่น้อยนิด อิอิ) แม้จะมีคนออกความเห็นกันไม่มากนัก แต่ก็พอเห็นภาพว่าส่วนใหญ่อยากอ่านบทความด้านการถ่ายภาพ ตรงนี้ผู้เขียนต้องบอกว่า "ได้ครับ จัดห้ายยย"
พูดถึงเทคนิคการถ่ายภาพ กับคำถามว่าถ่ายรูปอย่างไรให้สวย ต้องซื้อกล้องดีๆ แพงๆ ถึงจะถ่ายภาพสวยหรือเปล่า หรือต้องเป็นกล้อง DSLR เท่านั้นจึงจะถ่ายภาพออกมาดูดี ทำอย่างไรจึงจะถ่ายภาพให้เหมือนกับที่ตาเห็น เพราะโดยส่วนมากแล้ว ผู้คนเลือกถ่ายภาพตอนที่ตนเองเห็นว่าสวย เช่นเห็นว่าดอกไม้สวย จึงหยิบกล้องขึ้นมาถ่าย ... แต่ปัญหาที่เกิดคือ ภาพที่ได้ไม่เหมือนอย่างที่ตาเห็น ก่อนที่จะตัดสินความดูดีในขั้นสุดท้ายว่าสายตาของแต่ละคน "ศิลป์" ไม่เท่ากัน
คุณผู้อ่านเอาอะไรมาวัดว่าภาพถ่ายใบนี้สวย หรือไม่สวย? กรรมการที่ให้คะแนนเมื่อมีการประกวดภาพถ่าย เขามีหลักเกณฑ์ในการให้คะแนนอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างอ้างอิงรสนิยมส่วนตัว เหมือนกับการฟังเพลง คุณอาจชอบเพลง POP ใสๆ ในขณะที่เพื่อนคุณอาจชอบเพลง Rock หรือคุณแม่อาจชอบเพลง Jazz ทำนองเดียวกันกับการดูภาพ ภาพวาด ภาพถ่าย ซึ่งแต่ละคนก็มีหลักเกณฑ์ในการตัดสินไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม... เพลงใหม่ที่เราเพิ่งได้ยิน บ้างก็ชอบตั้งแต่ครั้งแรก หรือบางครั้งต้องฟังหลายรอบถึงจะติดหู ได้ยินครั้งแรกแล้วสะดุดหูทันที คุณผู้อ่านสังเกตุหรือเปล่าครับว่าเป็นเพราะอะไร?
ภาพถ่ายก็เช่นเดียวกัน ถ้าคนที่ได้เห็นภาพถ่ายของเราในครั้งแรก แล้วหยุดดูอย่างตั้งใจ ถือว่าคุณประสบความสำเร็จแล้วในระดับหนึ่ง นั่นหมายความว่าภาพถ่ายนั้นๆ สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น อาจเป็นเพราะเหตุการณ์ในภาพทำให้ผู้ชมต้องหยุดพิจารณา อาจเป็นมุมมองที่แปลกใหม่น่าสนใจ อาจเป็นสีสันของภาพที่สดใส อาจเป็นทิวทัศน์ที่ตระการตา หรือภาพแมลงตัวเล็ก ดอกกุหลาบสีแดงสดสวยที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพอย่างสวยงามสมจริง ทั้งหมดที่กล่าวมาคือความน่าสนใจในรูปภาพนั่นเอง
อ่านถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งหงุดหงิดหาว่าผู้เขียนเยิ่นเย้อ ไม่นำเข้าเรื่องสักที ที่เป็นอย่างนี้เพราะผู้เขียนอยากให้คุณผู้อ่านได้เห็นเป้าหมายก่อน ว่าผู้เขียนต้องการบอกกล่าวอะไร ผู้เขียนเชื่อว่าทุกคนที่อ่านบทความนี้ อ่านมาถึงตรงนี้แล้วแสดงว่าคุณต้องการเคล็ดลับในการถ่ายภาพให้สวยขึ้น และเพื่อจุดมุ่งหมายนั้น ผู้เขียนมีเคล็ดลับง่ายๆ ดังนี้
ขั้นตอนการถ่ายภาพให้ได้อย่างใจ
1 พิจารณาสภาพแวดล้อมที่ต้องการถ่าย
- สภาพแสง น้อยหรือมาก
- หาจุดสนใจ ที่ต้องการถ่าย
- แสงสีขณะนั้น ง่ายหรือยาก ต้องตั้ง WB (สมดุลแสงขาว) หรือไม่ (อธิบายในบทถัดไป)
2 ตั้งค่ากล้อง ให้เหมาะกับสถานการณ์นั้นๆ
- เลือกโหมดถ่ายภาพเช่น P, A, S, M, Scene
- ควบคุมโฟกัส เช่น พื้นที่, เฉพาะจุด, โหมดโฟกัสมาโคร
- ควบคุมจุดวัดแสง (ในโหมด P, A, S, Scene) เช่น เฉลี่ยทั้งภาพ, เฉลี่ยหนักกลาง, เฉพาะจุด
- เลือก ISO ให้เหมาะกับสถานการณ์
3 ใส่ความคิดสร้างสรรค์
- จัดองค์ประกอบภาพ
- คิดถึงผลสุดท้ายที่ต้องการ แล้วตั้งกล้องให้ตอบสนองความต้องการนั้น
4 ควบคุมกล้องในขั้นตอนสุดท้าย
เป็นอย่างไรครับ 4 ขั้นตอนเท่านั้นเอง หลายท่านอาจกังวลและฟังดูเหมือนยาก.. ใจเย็นๆ ค่อยๆ ทำความเข้าใจ เรียนรู้และฝึกฝนไปพร้อมๆ กัน ผมจะพยายามแนะนำอย่างเป็นขั้นตอนและง่ายที่สุดครับ
เอาล่ะ ขอจบหลักการที่ฟังยากๆ ข้างบนกันก่อน มาเข้าเรื่องตามหัวข้อของเรากันดีกว่า "การเลือกใช้ให้เหมาะสม กับโหมดถ่ายภาพ P, A, S, M, Scene" ตอนนี้เป็นการแนะนำแบบข้ามขั้น ลัดขั้นตอนกันเล็กน้อย ผมจะแนะนำการเลือกใช้โหมดถ่ายภาพให้เหมาะกับสถานการณ์ ...
{mospagebreak}
โหมดถ่ายภาพแบบต่างๆ มีไว้ทำไม?
กล้องถ่ายรูปแบ่งออกเป็นหลายประเภท ขึ้นอยู่กับดีไซน์และการออกแบบให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เช่นกล้องดิจิตอลคอมแพคบางเฉียบสำหรับคนที่เน้นความสะดวกในการพกพา กล้องดิจิตอลคอมแพคที่เน้นการใช้งาน ขนาดไม่กะทัดรัดแต่ควบคุมการใช้งานได้มากขึ้น กล้องถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ DSLR สำหรับคนที่ต้องการถ่ายภาพแบบจริงจัง
"โหมดถ่ายภาพก็เป็นสิ่งที่ทำให้กล้องดิจิตอลเหล่านี้แตกต่างกันอย่างชัดเจน" โหมดถ่ายภาพเป็นเทคโนโลยีที่ผู้ผลิตกล้องพัฒนากันมาจนเป็นมาตรฐาน ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยให้การถ่ายภาพง่ายยิ่งขึ้น

โหมดถ่ายภาพอัตโนมัติ แบ่งออกเป็น Auto, P, A (หรือ Av), S (หรือ Tv), Scene ซึ่งต่างเป็นโหมดถ่ายภาพที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้กล้อง โหมดถ่ายภาพอัตโนมัติ จะช่วยปรับตั้งค่าพารามิเตอร์เกี่ยวกับการถ่ายภาพต่างๆ ให้กับเรา ขึ้นกับสภาพแสงและสีในขณะนั้น ซึ่งพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพได้แก่
- ISO หรือความไวแสง เช่น ISO100, ISO200, ISO400, ISO 1600 เป็นต้น ขออธิบายแบบภาษาชาวบ้านว่า ค่าความไวแสงยิ่งต่ำภาพยิ่งคมชัด มีน๊อยส์ (เม็ดเกร็น) เกิดขึ้นน้อย แต่จะทำให้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำลง ในทางกลับกัน ถ้า ISO สูงขึ้น ความเร็วชัตเตอร์ก็จะสูงขึ้น แต่ผลของภาพที่ได้ มีโอกาสเกิดน๊อยส์เยอะขึ้น โดยเฉพาะบริเวณเงา
- รูรับแสง เป็นพารามิเตอร์ของเลนส์ เลนส์แต่ละกระบอกจะสามารถเปิดรูรับแสงกว้างที่สุด แคบที่สุดแตกต่างกัน ขึ้นกับสเปคของเลนส์นั้นๆ เช่น f2.8, f8 ตัวเลขรูรับแสงน้อย หมายความว่าเปิดหน้ากว้าง เช่น f2.8 จะกว้างกว่า f8 ช่วยให้รับแสงได้มาก มีผลทำให้ได้ภาพแบบชัดตื้น เหมาะสำหรับถ่ายภาพคนครึ่งตัวเพื่อละลายฉากหลัง (เทเลโฟโต้) ส่วน f8 หรือค่ารูรับแสงที่แคบ มีผลทำให้ได้ภาพชัดชึก เหมาะสำหรับถ่ายภาพที่ต้องการความคมชัดทั้งภาพ เช่นภาพวิวเป็นต้น
- ความเร็วชัตเตอร์ เป็นค่าที่สำคัญ และเป็นตัวเลขที่บอกเป็นนัยๆ ว่าภาพที่ได้น่าจะชัด หรือเบลอ เพราะยิ่งความเร็วชัตเตอร์สูง โอกาสที่ภาพจะคมชัดจะมีมากกว่าการถ่ายภาพที่ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ ตัวเลขปลอดภัยของความเร็วชัตเตอร์สำหรับคนทั่วไปอยู่ที่ 1/30 วินาทีขึ้นไป ความหมายของความเร็วชัตเตอร์ หมายถึงการปิดรับแสงตกบนเซ็นเซอร์ ยิ่งปิดเร็ว โอกาสที่ภาพจะชัดยิ่งสูง เพราะปิดก่อนมือเราจะสั่น แต่ถ้าความเร็วชัตเตอร์น้อย เช่น 1/4 วินาที โอกาสที่ภาพเบลอจะสูงมาก (นอกจากมือนิ่งจริงๆ หรือมีขาตั้งกล้อง)
- โหมดโฟกัส เป็นการตั้งโหมดโฟกัส กล้องดิจิตอลแทบทุกประเภท จะสามารถตั้งโหมดโฟกัสได้ เช่น โฟกัสแบบพื้นที่ 9 จุด, โฟกัสแบบเฉพาะจุด หรือมาโครโฟกัส (สำหรับกล้องคอมแพค) จะมีผลในการควบคุมจุดโฟกัส มีความสำคัญมากเช่นกัน
- โหมดวัดแสง เป็นการตั้งโหมดวัดแสง ซึ่งจะมีผลต่อโหมดถ่ายภาพอัตโนมัติ Auto, P, A, S, Scene แต่ไม่มีผลกับโหมดแมนนวล M เนื่องจากโหมดวัดแสง เป็นตัวบอกกล้องของเราให้รู้ว่า จุดที่เราต้องการถ่ายภาพมีปริมาณแสงมาก หรือน้อย เพื่อให้กล้องตัดสินใจปรับค่าต่างๆ ให้เราอย่างพอดี (ตามปริมาณแสงที่วัดได้) โหมดวัดแสงส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น วัดแสงแบบเฉลี่ย (เป็นการวัดแสงเฉลี่ยทั้งเฟรม), วัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง (ลดระยะวัดแสงให้แคบลง อยู่บริเวณกลางเฟรม), วัดแสงแบบเฉพาะจุด (เป็นการวัดแสงที่จุดเล็กๆ บนเฟรม ใช้ในกรณีความต่างแสงในเฟรมค่อนข้างมาก ให้วัดที่จุดสนใจ เช่นสีผิว)
- แฟลซป๊อปอัพ เป็นการปรับค่าให้เปิดหรือปิดแฟลซ ถ้าเป็นกล้องโปร จะมีให้เลือกใช้แฟลซภายนอกหรือภายใน
- ชดเชยแสง หรือ Ev +/- ใช้ปรับชดเชยแสงให้กับโหมดถ่ายภาพอัตโนมัติ Auto, P, A, S, Scene ใช้ในกรณีที่วัดแสงแล้วกล้องปรับค่าให้เราไม่พอดี ภาพมืดไป (อันเดอร์) หรือสว่างไป (โอเวอร์) กรณีนี้เราใช้การปรับชดเชยแสง + หรือ - เข้าช่วย กล้องก็จะทำการปรับค่าพารามิเตอร์ใหม่ เพื่อให้ได้ภาพที่สว่างขึ้นหรือมืดลง
- WB หรือสมดุลแสงขาว เป็นการปรับค่าอุณหภูมิสี ปกติจะเป็น Auto หมายถึงกล้องวัดปริมาณสีในเฟรมแล้วปรับค่าสมดุลแสงขาวเอง คำว่าสมดุลแสงขาวหมายถึงการปรับสีขาวให้เป็นสีขาว ในกรณีที่ถ่ายภาพในสภาพแสงที่มีการย้อมสี เช่น แสงจากหลอดสีส้ม เสื้อขาวหรือผนังสีขาวจะกลายเป็นสีส้ม เราอาจแก้ค่าสีโดยการปรับ WB ให้ถูกต้อง แต่ถ้าใช้โหมด Auto กล้องจะปรับค่าสมดุลแสงขาวให้เรา ซึ่งอาจตรงหรือไม่ตรงก็ได้
ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมด Scene : Macro บนกล้องดิจิตอลคอมแพค Caplio R6
ปรับค่าชดเชยแสง EV-1.3, ปรับโหมดวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง ไม่เปิดแฟลซ สภาพแสงถ่ายตอนกลางคืน แสงจากหลอดฟูออเรสเซน
ค่าที่กล้องตั้งให้อัตโนมัติ ISO200, รูปรับแสง f4.4, ความเร็วชัตเตอร์ 1/5 วินาที
{mospagebreak}
เกริ่นกันเสียยืดยาว เพราะถ้าไม่พูดถึงพารามิเตอร์เลย ก็จะไม่เข้าใจว่ากล้องปรับค่าอะไรให้เรา อย่างไร... เอาล่ะ ก็ขอเข้าเรื่องกันเลยนะครับ การเลือกใช้โหมดถ่ายภาพให้เหมาะกับงาน เป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่ช่วยให้เราประหยัดเวลา และไม่ต้องเปลืองสมองปรับนู่น ปรับนี่มากนัก (ในโหมด M) โหมดอัตโนมัติ Auto, P, A, S, Scene มีประโยชน์แน่นอน ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ให้ถูกกับงานเป็นหลักครับ
โหมด Auto
เป็นโหมดถ่ายภาพอัตโนมัติ 100% หมายความว่า กล้องจะตั้งค่าพารามิเตอร์ให้ทุกค่า เหมาะสำหรับใช้ถ่ายภาพเมื่อคิดอะไรไม่ออก โหมด Auto ไม่ใช่โหมดที่ถ่ายภาพได้สวยที่สุด แต่เป็นโหมดที่ถ่ายภาพง่าย และมีโอกาสถ่ายภาพเสียน้อย (ได้ภาพ แต่สวยไม่สวยอีกเรื่องหนึ่ง)
หัวใจสำคัญของโหมดถ่ายภาพอัตโนมัติคือเซ็นเซอร์วัดแสงในตัวกล้อง กล้องของเราจะตัดสินใจปรับค่าพารามิเตอร์ต่างๆ จากค่าแสงที่วัดได้ สังเกตุได้ว่าเมื่อถ่ายภาพย้อนแสง ภาพที่ได้ส่วนใหญ่ตัวแบบจะหน้าดำ หน้ามืด เป็นเพราะกล้องวัดแสงได้ปริมาณมาก จึงปรับค่ารูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ให้เหมาะกับสภาพแสงนั้น ซึ่งหมายถึงแสงทั้งเฟรม (ส่วนใหญ่เป็นแสงที่ส่งตรงมาจากแหล่งกำเนิดแสง หรือถ่ายย้อนแสงนั่นเอง) แต่ในความเป็นจริง จุดที่เราควรจะวัดแสงในสถานการณ์อย่างนี้ คือบริเวณสีผิวของตัวแบบ ซึ่งต้องใช้การวัดแสงแบบ spot หรือแบบเฉลี่ยหนักกลางนั่นเอง
โหมด Auto จึงเหมาะสำหรับถ่ายภาพในสถานการณ์ง่ายๆ แสงและเงาในเฟรมไม่ต่างกันมากนัก กล้องจึงจะวัดแสงได้อย่างแม่นยำและปรับค่าพารามิเตอร์ได้อย่างเหมาะสม
โหมด Scene โหมดอัตโนมัติแบบเฉพาะทาง
โหมดอัตโนมัติอีกรูปแบบหนึ่ง กล้องปรับค่าพารามิเตอร์ให้ทุกค่าเช่นเดียวกัน (ส่วนใหญ่สามารถปรับค่าบางอย่างได้ เช่นเปิดแฟลซ ปรับชดเชยแสง ตั้ง ISO) แต่การปรับพารามิเตอร์นี้จะต่างกับโหมด Auto เพราะเป็นการตั้งค่าพารามิเตอร์ให้เหมาะกับ Scene ที่เราเลือก เช่น Scene ถ่ายภาพมาโคร กล้องจะปรับระยะโฟกัสให้ และบนกล้องคอมแพคบางรุ่นจะเพิ่มกำลังขยาย หรือคร็อปรูปให้ดูใหญ่ขึ้น ทำให้ถ่ายภาพมาโครได้ง่ายขึ้น
ภาพนี้ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลคอมแพค Ricoh Caplio R6 วัดแสงเฉลี่ยหนักกลาง ใช้โหมดถ่ายภาพ Scene : Macro ถ่ายในสภาพแสงดี ตอนกลางวัน กล้องปรับค่า ISO 100, รูรับแสง f4.4, ความเร็วชัตเตอร์ 1/440 วินาที ถ่ายง่ายกว่าภาพก่อนหน้า เพราะความเร็วชัตเตอร์สูงกว่า โอกาสที่ภาพชัดสูง
โหมดถ่ายภาพ Scene (อ่านว่าซีน) เป็นโหมดถ่ายภาพอัตโนมัติแบบเฉพาะทาง ซึ่งมักพบในกล้องดิจิตอลคอมแพค ส่วนกล้องดิจิตอลระดับโปร ก็มีเหมือนกัน แต่ดูเหมือนจะมีไว้ประดับมากกว่า (เพราะเมื่อคุณถ่ายภาพจนชำนาญ จะไม่ค่อยได้ใช้โหมดอัตโนมัติแล้ว)
การเลือกใช้ Scene ให้ถูกสถานการณ์ เป็นทางเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับกล้องดิจิตอลคอมแพคซึ่งไม่มีโหมด P, A, S, M ให้ใช้ อย่างเช่นกล้อง Caplio R6 ที่ผมใช้เป็นตัวอย่างในตอนนี้ จุดเด่นของกล้องประเภทนี้คือเน้นดีไซน์ พกพาสะดวก ฟังก์ชันการใช้งานง่าย เน้นโหมดถ่ายภาพแบบอัตโนมัติ แต่ถึงกระนั้น โหมดถ่ายภาพอัตโนมัติที่มีให้เลือกอีกมากมาย ก็ถือเป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม การบรรจงเลือกโหมดถ่ายภาพให้ถูกงาน จะทำให้ผลของภาพที่ได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
Scene โหมด ส่วนใหญ่แล้วใช้ไอคอนเป็นสัญลักษณ์ เช่นรูปคน หมายถึง Scene ที่ตั้งค่าไว้ถ่ายภาพคน ไอคอนรูปดอกไม้ หมายถึง Scene ที่ตั้งค่าไว้สำหรับถ่ายภาพมาโคร ภาพมาโครหมายถึงภาพถ่ายระยะใกล้ เช่นถ่ายผีเสื้อ ดอกไม้ แมลงปอ เป็นต้น
ส่วนไอคอนอื่นๆ ก็สามารถเดาได้ไม่ยาก เช่นไอคอนรูปคนวิ่ง หมายถึง Scene ที่ตั้งค่าไว้ถ่ายภาพที่มีการเคลื่อนไหว กล้องจะเน้นค่าความเร็วชัตเตอร์เป็นพิเศษ ส่วนรูปภูเขา หมายถึง Scene ที่ตั้งค่าไว้ถ่ายภาพวิว ทิวทัศน์ ซึ่งกล้องจะเน้นตั้งค่ารูรับแสงให้ชัดลึก นอกจากนี้ยังปรับโทนสีเขียวของใบไม้และโทนสีฟ้าของท้องฟ้า ทะเลให้สีเข้มยิ่งขึ้น ถ้าเราตั้งโหมดอัตโนมัติแบบ Auto ค่าเหล่านี้จะไม่ถูกเน้นเลย จะเป็นการตั้งค่าแบบกว้างๆ มากกว่า
สรุปว่า Scene โหมด เป็นโหมดถ่ายภาพอัตโนมัติที่ถูกปรับค่าพารามิเตอร์ให้เหมาะกับสถานการณ์ต่างๆ ขึ้นอยู่กับกล้องแต่ละรุ่นว่าตั้งค่า Scene แบบใดมาบ้าง เราสามารถเลือกใช้งานให้ถูกสถานการณ์ และบางรุ่นสามารถปรับพารามิเตอร์บางอย่างเองได้
คำแนะนำ : คุณอาจใช้โหมดถ่ายภาพมาโครเพื่อถ่ายดอกไม้ แต่สภาพแสงที่มีช่วงแสงและเงา ตัดกันมากเกินไป เราอาจแก้ได้ด้วยการปรับโหมดวัดแสงเปลี่ยนเป็นวัดแสงแบบเฉลี่ยนหนักกลาง หรือแบบเฉพาะจุด ในขณะที่เลือกถ่ายโหมด Scene มาโคร
{mospagebreak}
โหมดถ่ายภาพ P (Program)
จริงๆ แล้วผมข้ามเรื่องการวัดแสงไป เป็นเรื่องที่สำคัญเสียด้วย นับเป็นหัวใจสำคัญสำหรับโหมดถ่ายภาพอัตโนมัติทั้งหลาย เพราะโหมดวัดแสงของกล้องจะเป็นตัววัดปริมาณแสง เหมือนกับตาของคนเรา ซึ่งปรับตาให้เข้ากับสภาพแสง สังเกตุง่ายๆ เมื่ออยู่ในที่มีแสงจัดๆ ทันทีที่เราเข้าไปในห้องมืดจะต้องใช้เวลาสักครู่ในการปรับสายตาให้มองเห็นในห้องมืดนั้น หลักการของกล้องดิจิตอลก็เช่นเดียวกัน โหมดถ่ายภาพอัตโนมัติจะอาศัยเซ็นเซอร์วัดแสง ก่อนที่หน่วยประมวลผลจะวิเคราะห์ปริมาณแสงและสั่งให้ปรับรูรับแสง ความเร็วชัตเตอร์ ให้เหมาะกับสภาพแสงในขณะนั้น
เรื่องการวัดแสงไม่ใช่เรื่องยาก หลายคนพอเห็นผมร่ายยาวอย่างนี้ก็ถอดใจ หยุดอ่านเอาดื้อๆ... ใจเย็นๆ ครับ มันไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย การวัดแสงเป็นหน้าที่ของกล้อง ส่วนเรามีหน้าที่ควบคุมให้มันเป็นไปอย่างแม่นยำเท่านั้นเอง ก็เหมือนกับการยิงปืน ปืนยิงออกไปจากลำกล้อง คนยิงก็มีหน้าที่เล็งให้เข้าเป้า.. หลักการไม่ทิ้งกันมาก สำคัญที่วิธีการเล็ง ว่าเราเข้าใจหลักการแค่ไหน
Note: หลักการง่ายๆ เกี่ยวกับค่าพารามิเตอร์ในการถ่ายภาพ
- แสงมาก > ความเร็วชัตเตอร์สูง > ถ่ายง่าย
- แสงน้อย > ความเร็วชัตเตอร์ต่ำลง เพื่อรอเวลารับแสงอย่างเพียงพอ > มือต้องนิ่ง แบบต้องนิ่ง ถ้าช้ากว่า 1/30 วินาที ต้องนิ่งจริงๆ ถึงจะได้ภาพคมชัด
- รูรับแสง (ค่า f) ของเลนส์กว้าง (เช่น f2.8) > รับแสงได้มาก > ได้ความเร็วชัตเตอร์สูงขึ้น > ภาพชัดตื้น (ระยะโฟกัสตื้น)
- รูรับแสงของเลนส์เปิดแคบ (เช่น f8) > รับแสงน้อยลง > ความเร็วชัตเตอร์ต่ำลง > ภาพชัดลึก (ระยะโฟกัสคุมได้ลึกขึ้น)
- ISO หรือความไวแสงสูงขึ้น เช่น ISO200, ISO400 จะรับแสงได้มากขึ้น รวมไปถึงแสงที่เราไม่ต้องการ (Noise) ทำให้ภาพมีเม็ดเกร็นสูงขึ้น
- ISO ค่าน้อย ความไวแสงน้อยลง รับแสงได้น้อยลง ความเร็วชัตเตอร์น้อยลง แต่การรับแสงจะแม่นยำ และลดการเกิด Noise หรือเม็ดเกร็น ภาพจะชัดขึ้น
อ่านถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่ามันเกี่ยวกับโหมดถ่ายภาพโหมด P ตรงไหน.. ฮา ฮา เอาเป็นว่าขอให้ทำความเข้าใจ หรืออ่านผ่านตากันสักรอบก่อนเถิดครับ รับรองว่าเมื่อคุณถ่ายรูปจนได้ชั่วโมงบินสูงขึ้น จะเข้าใจว่าผมให้ทำความเข้าใจเรื่องนี้ทำไม
เอาเป็นว่าเมื่อโอกาสมาถึง ผมจะแยกเขียนเรื่อง การวัดแสง, การปรับ WB, หลักการโฟกัส, ปรับค่าอย่างไรในสถานการณ์ต่างๆ ... ซึ่งก็ถือเป็นการแชร์ประสบการณ์ให้แก่เพื่อนสมาชิก อันที่จริงผมก็ไม่ได้อะไรจากการเขียน แต่อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้น ว่าอยากให้ที่นี่เป็นแหล่งข้อมูลของคนรักการถ่ายภาพทุกระดับชั้น ไม่จำกัดฝีมือ ไม่ดูถูกกันอย่างแน่นอนครับ ^^
มาเข้าเรื่องกันต่อ กับโหมด P โหมดนี้เป็นโหมดที่ผมใช้บ่อยเหมือนกัน หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมผมไม่ใช่โหมด M เห็นคนที่ถ่ายภาพมานานแล้ว (ไม่บอกนะว่าถ่ายภาพจนเป็นโปร เพราะผมไม่ใช่โปร) ชอบใช้โหมด M กัน อันนี้ผมก็ใช้เหมือนกัน แต่จะใช้เมื่อต้องการควบคุมงานให้ได้อย่างใจเท่านั้นครับ แต่กับสถานการณ์ทั่วไป แค่โหมดถ่ายภาพอัตโนมัติ P, A, S, Scene ก็เหลือแหล่แล้ว
โหมด P หรือโหมด Program เป็นโหมดถ่ายภาพอัตโนมัติคล้ายกับโหมด Auto แต่เราสามารถปรับค่าพารามิเตอร์ทุกค่าได้ ยกเว้นค่ารูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ที่กล้องจะปรับให้ ส่วนค่าพารามิเตอร์อื่นๆ อย่าง ISO, แฟลซ, ชดเชยแสง, WB (สมดุลแสงขาวหรือไวท์บาลานซ์), รูปแบบการโฟกัสและการวัดแสง ค่าเหล่านี้เราสามารถเลือกปรับค่าได้ตามใจ สรุปว่าโหมด P เหมาะสำหรับทุกสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับการควบคุมค่าพารามิเตอร์อื่นๆ ของเรา ว่าจะปรับค่าให้ดีที่สุด ในสถานการณ์นั้นๆ ได้อย่างไร
ตัวอย่างการถ่ายรูปด้วยโหมด P มีข้อสังเกตุนิดหน่อยในการใช้งาน คือให้สังเกตุความเร็วชัตเตอร์ ถ้าความเร็วชัตเตอร์ไม่ต่ำกว่า 1/30 วินาที การถ่ายภาพด้วยโหมดนี้สามารถคาดหวังความคมชัดได้ ถ้าคุณไม่ถึงขนาดเดินไปถ่ายไป ถ้าอย่างนั้นความเร็วชัตเตอร์ 1/500 วินาทีก็ไม่พอครับ ฮา ฮา
ภาพนี้ถ่ายด้วยกล้อง Sony DSC R1 ในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด การถ่ายด้วยโหมด P จะช่วยให้เราเก็บภาพได้ทันท่วงที เพราะกล้องจะปรับค่าทุกอย่างให้อัตโนมัติ แต่เราอาจควบคุมพารามิเตอร์บางอย่างเอง เช่นจุดโฟกัส จุดวัดแสง หรือแม้แต่ ISO และค่า WB ..สำหรับภาพนี้ กล้องปรับค่าให้ได้แก่ ความเร็วชัตเตอร์ 1/15 วินาที, รูรับแสง f2.8 ที่ระยะ 24mm
สรุปว่าโหมด P เหมาะกับการถ่ายภาพทุกสถานการณ์ แต่มีข้อแม้ว่าคุณต้องคอยควบคุมค่าพารามิเตอร์อื่นๆ ให้ดี เช่น ถ้าถ่ายออกมาแล้วมืดเกินไป (เพราะถ่ายย้อนแสง) ก็ให้แก้ไขด้วยการปรับชดเชยแสงเป็นบวก Ev + แล้วลองถ่ายใหม่ จนกว่าจะได้ภาพที่พอใจครับ ในทางตรงข้าม ถ้าภาพที่ได้สว่างเกินไป (อาจเกิดจากระบบวัดแสงเป็นแบบเฉพาะจุด และไปวัดที่พื้นทึบ หรือมืด กล้องจะเข้าใจว่าแสงน้อย กล้องจะปรับค่ารูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ให้สว่างขึ้น กลายเป็นสว่างเกินไป) กรณีนี้ก็ให้ปรับชดเชยแสงเป็นลบ หรือ Ev - จากนั้นลองถ่ายจนได้ค่าที่พอใจครับ
สำหรับโหมด P ในกล้องส่วนใหญ่ คุณผู้อ่านสามารถปรับค่าพารามิเตอร์อื่นๆ เช่น โฟกัสปรับเป็นรูปดอกไม้ เพื่อถ่ายมาโคร (ในกล้องดิจิตอลคอมแพค) หรือคุณอาจปรับชดเชยแสงเป็นลบ หรือถ่ายติดอันเดอร์ในกรณีต้องการถ่ายแบบ Low Key เน้นเฉดเงา เป็นต้น
{mospagebreak}
โหมดถ่ายภาพ A (Aperture Priority)
โหมดนี้เป็นโหมดถ่ายภาพที่หลายท่านชอบใช้ โหมด A หรือ Av (ในกล้องบางรุ่น) ย่อมาจาก Aperture Priority ซึ่งเป็นโหมดถ่ายภาพอัตโนมัติที่ให้ผู้ใช้งานปรับเลือกค่ารูรับแสง (A หรือ Aperture) ด้วยตัวเอง ส่วนพารามิเตอร์อื่นๆ กล้องจะเลือกให้อัตโนมัติ
โหมดนี้ให้ความสำคัญกับรูรับแสง ในกรณีที่เราต้องการควบคุมรูรับแสงด้วยตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับระยะ "ชัดลึก ชัดตื้น" (DOF หรือ depth of field) ดังนั้นโหมด A จึงเหมาะสำหรับกรณีที่เราต้องการควบคุมระยะชัดลึกของภาพนั่นเองครับ
เกี่ยวกับรูรับแสง (Aperture)
รูรับแสง เป็นพารามิเตอร์ของเลนส์ ทั้งในกล้องดิจิตอลคอมแพคและ D-SLR แตกต่างกันตรงที่กล้องดิจิตอลคอมแพคเราเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ดังนั้นรูรับแสงจึงตายตัว ตัวเลขรูรับแสงจะบอกขนาดรูรับแสงกว้างที่สุดและแคบที่สุดที่เลนส์สามารถเปิดได้ในช่วงต่างๆ
เช่นเลนส์ช่วง 28-200mm เปิดรูรับแสง f3.5-5.6 ความหมายก็คือสามารถเปิดรูรับแสงได้กว้างที่สุด f3.5 ที่ระยะ 28mm (มุมกว้างหรือ wide ที่สุดของเลนส์นั้น) และสามารถเปิดรูรับแสงได้กว้างที่สุด f5.6 ที่ระยะ 200mm หรือเทเล ช่วงซูมสุดกระบอกนั่นเอง
ค่ารูรับแสงเปิดแคบสุด จะเปิดได้แคบสุดค่าเดียวตลอดช่วง ในกล้องดิจิตอลคอมแพคส่วนใหญ่เปิดรูรับแสงแคบสุดได้ f8 อย่างกล้อง Sony R1 ซึ่งเป็นกล้องดิจิตอลคอมแพคโปรฯ ก็เปิดรูรับแสงแคบที่สุดได้ f16 ในขณะที่ถ้าเป็นกล้องดิจิตอล D-SLR ถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ จะสามารถเปิดรูรับแสงได้แคบถึง f22 และอาจมากกว่านั้นในเลนส์ที่นิยมใช้ในงาน Copy (ถ่ายเครื่องประดับ ถ่ายผลิตภัณฑ์) ที่ต้องการความชัดลึกมากๆ
แต่ก็มีเลนส์อีกประเภทหนึ่ง ที่ให้ค่ารูรับแสงกว้างที่สุดค่าเดียวตลอดช่วง ตัวอย่างเช่นเลนส์ Sigma 50-150mm f2.8 ซึ่งหมายความว่าเราสามารถเปิดรูรับแสงได้กว้างที่สุด f2.8 ตลอดช่วงเลนส์ตั้งแต่ 50mm ไปจนถึง 150mm ซึ่งเราเรียกเลนส์ประเภทนี้ว่าเลนส์ไวแสง เพราะให้ค่ารูรับแสงกว้างมากที่ช่วงเทเลซูม (f2.8 ที่ระยะเทเล 150mm) นอกจากนี้ยังมีกล้องดิจิตอลคอมแพคบางรุ่นที่ใช้เลนส์ไวแสง ตัวอย่างเช่น Panasonic FZ20 ซึ่งเปิดตัวหลายปีที่แล้ว ใช้เลนส์ 35-432mm f2.8 ตลอดช่วง
ข้อสังเกตุและการใช้งานโหมด A
- ระยะชัดตื้น > เปิดรูรับแสงกว้าง เช่น f2.8, f4 ตัวเลขยิ่งน้อย ยิ่งกว้าง เหมาะสำหรับถ่ายภาพบุคคล ภาพที่ต้องการเบลอฉากหลัง
- ระยะชัดลึก > เปิดรูรับแสงแคบ เช่น f8, f16 ตัวเลข f ยิ่งสูง ยิ่งแคบ เหมาะสำหรับถ่ายภาพที่ต้องการความคมชัดทั้งภาพ เช่นภาพวิว ภาพบุคคลที่ต้องการอัดขยายขนาดใหญ่ งาน Copy ที่ต้องการลายละเอียดของแบบคมชัดตลอดทั้งภาพ แม้แต่ภาพมาโคร แมลง ผีเสื้อ ก็ควรถ่ายแบบชัดลึก เพื่อให้ได้รายละเอียดครบถ้วน
- ระยะชัดตื้น > จะควบคุมได้ง่ายในการถ่ายภาพแบบ "เทเลโฟโต้" ตัวแบบอยู่ห่างจากฉากหลังมาก ก็ยิ่งเบลอฉากหลังได้มาก
- ระยะชัดลึก > ยิ่งเปิดรูรับแสงแคบ ปริมาณแสงน้อย ความเร็วชัตเตอร์ก็จะช้าลงตามไปด้วย (เพื่อให้ได้ภาพที่สว่างพอดี)
- การถ่ายภาพวิว > ใช้โหมด A เปิดรูรับแสงแคบๆ เช่น f8 เปิดโหมดโฟกัสแบบพื้นที่ (โฟกัสหลายจุด) กล้องจะปรับค่าความเร็วชัตเตอร์ให้เราอัตโนมัติ ถ้าความเร็วชัตเตอร์น้อยกว่า 1/30 วินาที ให้ใช้ขาตั้งกล้อง สายลั่นชัตเตอร์ เพื่อป้องกันภาพเบลอ ภาพไหว
- การถ่ายภาพบุคคล > เปิดโหมด A ถ่ายแบบเทเลโฟโต้ ช่วง 85mm ถึง 200mm ดึงแบบห่างจากฉากหลังพอประมาณ เปิดรูรับแสง f2.8-f4.5 เพื่อถ่ายภาพชัดตื้น ละลายฉากหลัง
ข้อสังเกตุ ให้สังเกตุความเร็วชัตเตอร์ที่กล้องปรับให้ ก่อนการถ่ายภาพทุกครั้ง ถ้าความเร็วชัตเตอร์น้อยไป ให้แก้ไขโดยการปรับ ISO เพิ่มขึ้น (แต่ไม่ควรเกิน ISO400 เพื่อไม่ให้เกิดน๊อยส์หรือเกรน) หรือใช้ขาตั้งกล้อง
ข้อสังเกตุ ถ้าต้องการอัดขยายภาพใหญ่ เช่นถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง คู่บ่าวสาว เพื่อใช้ภาพอัดขยายติดหน้างานแต่งงาน กรณีนี้ควรถ่ายภาพชัดลึก เปิดรูรับแสงแคบ เพื่อคุมระยะชัดลึกทั้งตัวของคู่บ่าวสาว เมื่ออัดขยายภาพใหญ่ ภาพจะคมชัด... ผมมีกรณีศึกษา เมื่อเราถ่ายภาพบุคคลสองคนขึ้นไป ถ้าตัวแบบไม่ได้อยู่ในระนาบโฟกัสเดียวกัน การถ่ายชัดตื้นมีโอกาสทำให้ช่วงความชัดของแบบไม่ทั่วถึง คนหนึ่งชัด อีกคนหน้าเบลอ
สรุปว่า โหมด A เหมาะสำหรับใช้ถ่ายภาพที่ต้องการคุม DOF หรือระยะชัดลึก ชัดตื้นของภาพโดยที่ผู้ถ่ายภาพไม่ต้องกังวลเรื่องความเร็วชัตเตอร์ เพราะกล้องจะคอยปรับค่าที่เหมาะสมให้เรา ขึ้นอยู่กับการวัดแสงที่เราตั้งค่าไว้ ว่าวัดแบบใด (กลับไปอ่านในโหมด P)
ภาพนี้ถ่ายด้วยโหมด A เนื่องจากต้องการให้เรือเป็นจุดสนใจ จงคุมระยะชัดไว้ปานกลาง เปิดรูรับแสง f4 โฟกัสไปที่เรือ เบลอฉากหลังเล็กน้อย กล้องปรับความเร็วชัตเตอร์ให้อัตโนมัติที่ 1/30 วินาที
ภาพถ่ายบุคคล นิยมถ่ายคร็อบครึ่งตัว ถ่ายแบบเทเลโฟโต้ ภาพนี้ใช้เลนส์ฟิก 85mm ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสำหรับถ่ายภาพคน เนื่องจากให้มุมมองภาพที่เน้นแบบ เบลอฉากหลังสวย ภาพนี้ใช้โหมด A เปิดรูรับแสง f3.2
{mospagebreak}
โหมดถ่ายภาพ S (Shutter Priority)
เมื่อต้องการควบคุมการเคลื่อนไหวภายในภาพ โหมด S เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถใช้ได้เป็นอย่างดี.. บอกไว้ก่อนว่าโหมด S ไม่ได้หมายความว่าคุณสามารถหยุดการเคลื่อนไหวของแบบในภาพได้ทุกสภาพแสง แต่ความหมายของ S คือการที่เราสามารถควบคุมความเร็วชัตเตอร์ด้วยตัวเอง เพื่อให้เกิดผลของภาพที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว โหมดถ่ายภาพ S เป็นโหมดที่เราต้องเป็นคนกำหนดความเร็วชัตเตอร์ (รวมถึงพารามิเตอร์อื่นที่จำเป็น) ส่วนค่ารูรับแสงกล้องจะปรับให้เราโดยอัตโนมัติ ขึ้นอยู่กับสภาพแสงในขณะนั้นเป็นหลัก
เกี่ยวกับความเร็วชัตเตอร์
ความเร็วชัตเตอร์มีผลต่อภาพมากไม่น้อยไปกว่ารูรับแสง รูรับแสงมีเปิดกว้างกับเปิดแคบ อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าถ้าเปิดกว้าง จะรับแสงได้มาก ทำให้ได้ภาพแบบชัดตื้น และทำให้ถ่ายภาพที่ความเร็วชัตเตอร์สูงขึ้นได้ (ถ้าเทียบกับการเปิดรูรับแสงแคบในขณะนั้น) เรามาดูผลของความเร็วชัตเตอร์กันครับ
ความเร็วชัตเตอร์ เป็นตัวเลขใช้บอกระยะเวลาตั้งแต่ลั่นชัตเตอร์จนเซ็นเซอร์ปิดรับแสง เช่น 1/250 วินาที จะเห็นได้ว่าความเร็วชัตเตอร์สัมพันธ์กับรูรับแสงและสภาพแสง กล่าวคือถ้าแสงดี (เช่นแสงแดดช่วง 8 โมงเช้า) คุณจะสามารถถ่ายภาพด้วยความเร็วชัตเตอร์สูงได้ เช่น 1/200 วินาที ในทางตรงข้าม ถ้าอยู่ในร่ม หรืออยู่ในอาคาร สภาพแสงมีปริมาณน้อย การที่จะถ่ายภาพให้สว่างพอดีจะต้องรอรับแสงนานขึ้น กล่าวคือจะต้องถ่ายภาพที่ความเร็วชัตเตอร์ต่ำลง เช่น 1/20 วินาที เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ISO และ รูรับแสงด้วย)
ความเร็วชัตเตอร์สูง
- ถ่ายภาพง่ายขึ้น เพราะความเร็วชัตเตอร์สูง จะทำให้กล้องจับภาพก่อนที่การสั่นจากการกดชัตเตอร์จะเกิดขึ้น ลดโอกาสภาพไหว ทำให้ภาพชัดขึ้น
- ถ้าความเร็วชัตเตอร์สูงพอ วัตถุที่เคลื่อนไหวจะดูเหมือนถูกหยุดเวลา เช่น นกนางนวลที่บางปู ถูกถ่ายด้วยความเร็วชัตเตอร์ 1/500 วินาที ทำให้ได้ภาพนกบินอย่างชัดเจน ในทางตรงข้ามถ้าถ่ายด้วยความเร็วชัตเตอร์ต่ำ ก็จะทำให้ถ่ายนกตัวนั้นไม่ทัน หรือถ้าทันก็จะเห็นภาพนกไม่หยุดนิ่ง
- ความเร็วชัตเตอร์สูง ใช้ได้ในสภาพแสงที่เพียงพอ ถ้าแสงน้อย หากใช้ความเร็วชัตเตอร์สูง ภาพก็จะมืด
ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ
- หากต่ำกว่า 1/30 วินาที โอกาสที่ภาพจะเบลอจากการสั่นไหวของตัวกล้อง (แรงกดจากการลั่นชัตเตอร์) จะมีมากขึ้น
- ใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำสร้างภาพสายน้ำให้นุ่มนวลได้ เช่นภาพน้ำตก สายน้ำไหล เมื่อถ่ายด้วยความเร็วชัตเตอร์ต่ำ เช่น 1/4 วินาที (แสงมากไป ให้เปิดรูรับแสงแคบลง เช่น f22) จะทำให้ได้ภาพสายน้ำที่นุ่มนวล เหมือนกำลังไหลเอื่อยๆ
- ใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำถ่ายภาพถนนยามค่ำคืน จะได้ภาพแสงเป็นเส้นๆ ที่เกิดจากรถวิ่ง (ใช้ขาตั้งกล้อง)
- ถ่ายภาพระเบิดซูม (ขณะกดชัตเตอร์ ใช้มือหมุนซูม) ที่ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ จะได้ effect ระเบิดซูมมากกว่าความเร็วชัตเตอร์สูง
ควรใช้โหมด S ถ่ายภาพตอนไหน
เมื่อคุณต้องการถ่ายภาพที่เกิดผลจากความเร็วชัตเตอร์ การเลือกใช้โหมด S เป็นทางที่ง่ายที่สุด (นอกจากนั้นก็เป็นโหมดแมนนวลหรือ M) ก่อนอื่น คุณต้องทดลองและศึกษาให้รู้ผลจากการถ่ายภาพที่ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ /สูง ให้รู้ก่อนว่าจะได้ภาพแบบใด เมื่อถึงเวลาใช้งานจริงคุณก็จะรู้เองโดยธรรมชาติว่าควรใช้หรือไม่
ผมเลือกใช้โหมด S ในการถ่ายภาพน้ำตกให้สายน้ำนุ่มนวล ใช้คู่กับขาตั้งกล้องและสายลั่นชัตเตอร์ ทำได้ง่ายๆ แค่เปิดโหมด S ตั้งความเร็วชัตเตอร์ยิ่งช้า ยิ่งได้ภาพนุ่มนวล แต่ขาตั้งกล้องคุณต้องแข็งแรงพอ ไม่ไหวหรือสั่นจากลมพัด..พูดง่ายๆ ว่ามั่นคงพอนั่นล่ะครับ จากนั้นจัดองค์ประกอบภาพ ลองกดชัตเตอร์ครึ่งหนึ่งเพื่อล็อคโฟกัส และเพื่อเช็คมิเตอร์วัดปริมาณแสง (เป็นเกจวัดแสงเป็นขีด ถ้าขีดอยู่ตรงกลางแสดงว่าภาพได้แสงที่พอดี) สมมติว่าผมใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1 วินาที แล้วปรากฏว่ามิเตอร์บอกภาพโอเวอร์ (ขีดอยู่ทางขวามือ) แสดงว่าภาพสว่างเกินไป.. ในกรณีนี้แสดงว่ารูรับแสงของกล้องเราถูกเปิดแคบที่สุดแล้ว (ตามเสปคของเลนส์) แต่ปริมาณแสงก็ยังมากเกินไปอยู่ดี ผมก็มีทางแก้อีกทาง คือลด ISO ให้ต่ำที่สุด แล้วดูอีกครั้งว่ามิเตอร์วัดแสงพอดีหรือไม่ ถ้าพอดีแล้วก็ลั่นชัตเตอร์ได้เลยครับ แต่ถ้ายังไม่พอดี ก็อาจต้องเพิ่มความเร็วชัตเตอร์จาก 1 วินาทีให้เร็วชึ้นเป็น 1/4 หรือมากกว่านั้น
ภาพนี้ถ่ายที่ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ 1/30 วินาที ติดโอเวอร์เพราะแดดค่อนข้างแรง และรูรับแสง f16 แคบที่สุดแล้ว
ภาพที่เดียวกัน แต่เปิดความเร็วชัตเตอร์สูงขึ้น 1/250 วินาที ปริมาณแสงมากพอ จึงได้ภาพไม่มืดหรือสว่างไป และสายน้ำดูเชี่ยวกราดอย่างที่เห็น
นอกจากการถ่ายน้ำตก บางครั้งการถ่ายภาพเด็กๆ วิ่งเล่นกัน ผมก็นิยมใช้โหมด S เช่นเดียวกัน ถ้าอยู่กลางแจ้งที่สนามเด็กเล่น ผมอาจเปิดความเร็วชัตเตอร์ไว้สัก 1/250 วินาที เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจับภาพเด็กๆ อยู่หมัด.. ทำไงได้ ก็เด็กๆ วิ่งซนไม่อยู่นิ่งนี่ครับ
บทสรุปส่งท้าย
โหมดถ่ายภาพอัตโนมัติ P, A, S, M และ Scene มีประโยชน์และช่วยให้เราถ่ายภาพได้ง่ายขึ้นมากทีเดียว ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกใช้ได้ถูกสถานการณ์หรือไม่ ทั้งนี้ คุณต้องศึกษาระบบของกล้องคู่มือให้เข้าใจ ว่ามีฟังก์ชันการใช้งานอะไร ใช้ทำอะไร
ข้อสำคัญที่สุดอยู่ที่ความเข้าใจเรื่องการวัดแสง โหมดวัดแสงของกล้องส่วนใหญ่มีสามแบบ ได้แก่ โหมดวัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งเฟรม, โหมดวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง และสุดท้ายคือโหมดวัดแสงแบบเฉพาะจุด เอาไว้บทหน้า ผมจะพูดถึงเรื่องนี้ครับ
มาถึงท้ายบทแล้ว เอาเป็นว่าพอรู้กันบ้างแล้วว่าโหมดถ่ายภาพแต่ละแบบเป็นอย่างไร ในบทต่อๆ ไปผมจะพูดถึงเรื่องการวัดแสง การเลือกใช้โหมดวัดแสงในสถานการณ์ต่างๆ , การโฟกัส การล็อคโฟกัส การเลือกใช้โหมดโฟกัสแบบต่างๆ และการเลือกปรับพารามิเตอร์ของกล้องที่จะมีผลกับภาพของเรา ... ไหนๆ ก็จบแล้ว ก็ขอชมเชยท่านที่อ่านจนจบนะครับ คุณมีความตั้งใจมากทีเดียว ถ้าติดใจ สงสัยตรงไหน ก็คอมเม้น หรือโพสถามได้ที่ PIXVIEW Board นะครับ ^-^
วาทิต ชูสิน
สารบัญบทความ
การถ่ายภาพเบื้องต้น
พิกวิวคาเฟ่
- watid : จ้า
- NuuAuu : กินข้าวๆๆ
- watid : หวัดดีครับ วันนี้อากาศตอนเช้าดีจัง
- blackman5214 : ไปกันหมดแล้ว
- blackman5214 : อิอิ
- blackman5214 : เอ..ไปได้น่ะเนี่ย...555
- blackman5214 : เอาจริง ๆ รึครับเนี่ย
- blackman5214 : 555
- Beau : สรุปว่า เช้าวันที่ 28 ผมไปรับนะครับ
- blackman5214 : มาเยอะจัง..ตั้ง 2 โหล..อิอิ
Only registered users are allowed to post.








คอมเมนต์
เอ ดูๆ แล้ว สงสัยเอาหน้าบ้า นก่อนละกัน
ว่างวันไหนจะไปห มวกเหล็ก เน้อ
ขอบคุณหลายๆ
อิอิ ลองดูนะครับ มีตรงไหนสงสัยหร ืออยากแลกเปลี่ย นความคิดเห็นก็ค อมเม้นมาได้ครับ ยินดีๆ
ดีใจที่ชอบนะครั บ
แต่คนเมนต์ไม่มี ตังค์ซื้อกล้องต ัวใหญ่ นั่นหละปัญหา
กล้องตัวเล็กก็ใ ช้ได้ครับ หุๆ
ขอบพระคุณครับ
ให้เข้าไปที่เมน ู picture style จากนั้นเลือกใช้ landscape หรือไม่ก็เลือก standard จากนั้นเข้าไปปร ับความอิ่มสี (saturation) ให้เป็นบวกแล้วแ ต่ความสดของสีที ่ต้องการครับ