LOGIN | REGISTER

PIXVIEW.NET บ้านของคนรักการถ่ายภาพ!

ไม่ว่าคุณจะเข้ามาที่นี่ด้วยความบังเอิญ หรือตั้งใจ เมื่อเข้ามาแล้ว
ขอให้แบ่งปันรอยยิ้ม มิตรภาพแก่กัน ที่นี่ไม่มีแบ่งฝ่ายแบ่งสี

สมัครสมาชิก!

Sep 27

110 ปีของคาร์ลไซซ์ (Carl Zeiss)

head

“คาร์ล ไซซ์” ได้จัดตั้งห้องปฎิบัติการทางกระจกขึ้น และที่นี่เอง ดอกเตอร์สก๊อตได้ผลิตกระจกที่สมบรูณ์แบบขึ้น เป็นกระจกที่ใสที่สุดไม่มีรอย ไม่มีมัว ทำให้สามารถกระจายแสงได้ในทุกความยาวคลื่น เหมาะที่สุดสำหรับทำเลนส์คุณภาพสูงมีชื่อในเยอรมัน และเป็นเมืองที่ตั้งของห้องปฎิบัติการทางเลนส์ของ “คาร์ล ไซซ์” ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2389 โดยร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยในเมืองนี้

คาร์ล ไซซ์ ทำงานเป็นช่างกลในมหาวิทยาลัย และขณะเดียวกันก็ดำเนินธุรกิจส่วนตัวที่ผลิตกล้องส่องทางไกล 2 ตา และกล้องขยายสำหรับห้องวิทยาศาสตร์ อุปกรณ์ของคาร์ล ไซซ์ ส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก สิ่งที่ทำให้ผลผลิตของ คาร์ลไซซ์มีคุณภาพดีโด่งดังไปทั่วโลกนี้ คาร์ล ไซซ์ได้รับความช่วยเหลือจาก “โปรเฟสเซอร์เอินส์ท แอบเบ” ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัย เจนา “โปรเฟสเซอร์เอินส์ท แอบเบ” เป็นผู้ค้นพบกฎทางฟิสิกส์ ที่ทำให้สามารถผลิตเลนส์ให้มีความเที่ยงตรงสูงได้ตามที่คำนวณไว้

carl_zeiss_270ธุรกิจของคาร์ล ไซซ์ ได้รับความสำเร็จอย่างสูง และต่อเนื่องตลอดมา และโปรเฟสเซอร์เอินส์ท แอบเบ ก็ได้เป็นหุ้นส่วนของ “บริษัทคาร์ล ไซซ์” ในเวลาต่อมา

การผลิตเลนส์ถึงจุดสุดยอด และทางตัน เมื่อเลนส์รุ่นต่อๆมาต้องการความเที่ยงตรงขึ้นเรื่อยๆ จนช่างไม่สามารถเจียรเลนส์ได้ละเอียดกว่านี้อีกแล้ว อีกทั้งค่าดัชนีหักเหของแสง และความใสของแก้วที่ได้จากการคำนวณก็สูงเกินกว่าที่เทคโนโลยีการผลิตแก้วในช่วงเวลานั้นจะทำได้

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2422 โปรเฟสเซอร์เอินส์ท แอบเบ ได้รับจดหมายจากนักเคมีหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อว่า “ดอกเตอร์ฟริดริช ออโต สก็อต” ซึ่งได้ทำงานวิจัยไว้ในหัวข้อเรื่อง “ความเพี้ยนในการผลิตกระจกหน้าต่าง” เป็นรายงานทางวิทยาศาสตร์เรื่องแรกที่มีการวิจัยในด้านการผลิตแก้วขึ้น ต่อมาดอกเตอร์ฟริดริช ออโต สก็อต ก็ได้เป็นนักวิจัยเกี่ยวกับเคมีที่ผสมในกระจกที่มีชื่อเสียง และเป็นผู้ริเริ่มสาขาวิชาปฏิกิริยาเคมีที่อุณหภูมิสูง

ในจดหมายถึงโปรเฟสเซอร์เอินส์ท แอบเบนั้น ดอกเตอร์สก็อต ได้กล่าวถึงแก้วที่เขาคิดขึ้น โดยมีส่วนผสมของลิเทียม ทำให้ได้แก้วที่แปลกออกไป เนื่องจากเป็นแก้วที่มีความใสสูงมาก ดอกเตอร์สก็อตได้เสนอว่า แก้วผสมลิเทียมของเขาจะเหมาะกับการผลิตเลนส์หรือไม่ คำตอบก็คือว่า “ยังใช้ไม่ได้” แต่โปรเฟสเซอร์เอินส์ท แอบเบ ก็ได้ความคิดว่า ผลงานของดอกเตอร์สก็อตนั้นได้เดินมาถูกทางแล้ว

ในเดือนมกราคม พ.ศ.2425 ดอกเตอร์สก็อต ก็ย้ายมาอยู่เมืองเจนาเพื่อร่วมงานกับคาร์ล ไซซ์ และโปรเฟสเซอร์เอินส์ท แอบเบ และอีก 2 ปีต่อมา ดอกเตอร์สก็อต โปรเฟสเซอร์เอินส์ท แอบเบ และลูกชายของคาร์ล ไซซ์ ได้จัดตั้งห้องปฎิบัติการทางกระจกขึ้น และที่นี่เองดอกเตอร์สก็อต ได้ผลิตกระจกที่สมบรูณ์แบบขึ้นเป็นกระจกที่ใสที่สุดไม่มีรอยไม่มีมัว ทำให้สามารกระจายแสงได้ในทุกความยาวคลื่น เหมาะที่สุดสำหรับการทำเลนส์คุณภาพสูง ดอกเตอร์สก็อต ผลิตกระจกนี้ขึ้นมาโดยการผสมสารตะกั่วบิสมุทกับแอทิโมนี

ดอกเตอร์สก็อต ได้ทำการพัฒนากระจกคุณภาพสูงชนิดต่างๆขึ้นมา 250 ชนิด รวมทั้งกระจกทนความร้อนสูงที่เรียกว่า “แก้วเจนา” ซึ่งเป็นกระจกที่ไม่เปลี่ยนคุณสมบัติเมื่อโดนความร้อน และทนต่อสารเคมีต่างๆ จึงเป็นกระจกที่ใช้สำหรับในห้องทดลองเคมี และสำหรับเครื่องใช้ในบ้าน เครื่องใช้ในครัว เป็นต้น


คาร์ล ไซซ์ เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.2431 เมื่ออายุ 72 ปี ต่อมาลูกชายของคาร์ล ไซซ์ ก็เกษียนจากบริษัท ก็คงเหลือแต่โปรเฟสเซอร์เอินส์ท แอบเบ เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว และต่อมาในปีพ.ศ.2435 โปรเฟสเซอร์เอินส์ท แอบเบ ก็ได้จัดตั้งมูลนิธิคาร์ล ไซซ์ขึ้น พร้อมกับได้โอนลิขสิทธิ์ผลงานต่างๆ และหุ้นที่เขาเป็นเจ้าของอยู่ให้กับมูลนิธิจนหมด มูลนิธิคาร์ลไซซ์มีหน้าที่ดูแลการจัดใช้ผลประโยชน์ในการค้นคว้าพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ และกิจการของมหาวิทยาลัยเจนา กับให้ความดูแลความเป็นอยู่ของพนักงานของบริษัททั้งหมด

โปรเฟสเซอร์เอินส์ท แอบเบ ได้จัดการให้ลูกจ้างของบริษัทได้มีผลประโยชน์ตอบแทนที่ดี มีวันหยุดพักผ่อนประจำปี ผลตอบแทนจากผลกำไร เงินบำนาญ และรับรองว่าทำงานแค่วันละ 9 ชั่วโมง(สำหรับในสมัยนั้นจัดว่าดีกว่าที่อื่นมาก ต่อมาก็ได้ลดลงเหลือวันละ 8 ชั่วโมง)ซึ่งสวัสดิการเหล่านี้ไม่มีในยุคสมัยนั้น

เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ดูเหมือนว่า มูลนิธิคาร์ล ไซซ์ก็ได้สิ้นสุดลงด้วย เมื่อรัฐบาลเยอรมันตะวันออก ได้เข้ายึดบริษัททั้งหมด แล้วเปลี่ยนเป็นบริษัทของรัฐ โดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้พนักงานเลย แต่ไม่นานบริษัทคาร์ล ไซซ์ ก็ได้ตั้งขึ้นมาใหม่อีกที่เมืองเมซซี ในเยอรมันตะวันตก ต่อมาเมื่อเยอรมันรวมประเทศในพ.ศ.2534 บริษัททั้ง 2 ที่ถูกแยกตัวออกจากกันไปนานหลายสิบปี ก็ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งเป็นบริษัทเดียวกัน ภายใต้ชื่อเสียงที่โด่งดังในนาม “ไซซ์” (Ziess)

โดย ชัยเอก

***คัดลอกมาจาก “นิตยสารโฟโตสแอนด์กราฟโฟ ( Photo & Grapho) ปีที่ 9 ฉบับที่ 106(พ.ศ.2535-2536)***
***เรียบเรียง และแก้ไขคำผิดโดย i am pex***


หมายเหตุ ผมได้คัดลอกโดยมีการแก้ไขคำผิดหรือการเปลี่ยนแปลงคำ คำทับศัพท์ เรียบเรียงให้อ่านได้เข้าใจมากขึ้น เหมาะกับยุคสมัย ซึ่งยังคงเนื้อหาหลักที่ผู้เขียนเดิมคือ คุณชัยเอกนำเสนอไว้ และเนื้อหาที่นำเสนอนี้ก็เพื่อเป็นประโยชน์กับคนที่รักการถ่ายรูปทุกท่านต่อไปครับ........................25 กันยายน 2552

คอมเมนต์ 

 
0 #1 วาทิต ชูสิน 13-10-09 00:46
ขอบคุณครับพี่เป ีะ
อ้างอิง
 
 
0 #2 วาทิต ชูสิน 13-10-09 10:56
ทดสอบระบบคอมเม้ นต์
อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

คอมเม้นต์ภายใต้พื้นฐานของวัฒนธรรมไทย ไม่ดูหมิ่น เหยียดหยาม ไม่ให้ร้าย ไม่ดูหมิ่นสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

เขียนโดย:
i am pex
อีเมล พิมพ์ PDF

Networking & Syndication

Rss Button
RSS Feed หมวดข่าว
Facebook Button
แวะเยี่ยม PIXVIEW บน Facebook
Twitter Button
ติดตามความเคลื่อนไหว PIXVIEW บน Twitter

 

FILE4279