เมื่อถึงเวลา..กลับสู่ดิน ด้วยความอาลัยยิ่ง “สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์”
ขอไว้อาลัยอย่างสุดซึ้งกับการจากไปของคุณ “สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์” ผู้ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่คนรุ่นหลัง ทั้งในวงการการถ่ายภาพ และในแวดวงธุรกิจ ท่านได้ฝากผลงานไว้ให้คนรุ่นหลังมากมาย โดยเฉพาะในช่วงหลังท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ในการถ่ายภาพขาวดำ ภาพชุด “กรุงเทพฯเลือนหาย (Vanishing Bangkok)” ผู้เขียนยังติดตราตรึงใจ นับเป็นภาพชุดขาวดำที่ถ่ายทอดวิธีชีวิตคนกรุงฯ ได้ดีมาก แม้ท่านจะล่วงลับไปแล้ว แต่ผลงานเหล่านั้นจะคงอยู่เป็นความทรงจำให้แก่คนรุ่นหลังตลอดไป
ใครยังไม่ได้ชม สามารถเข้าไปชมได้ในเว็บไซต์ suratosathanugrah.com
ข่าวจาก manager.co.th
“สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์” ติดเชื้อในกระแสเลือดถึงแก่อนิจกรรมแล้ว
“สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์” ประธานกรรมการบริษัท โอสถสภา จำกัด และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว สาเหตุติดเชื้อในกระแสเลือด
วันนี้ (8 พ.ค.) มีรายงานจากโรงพยาบาลสมิติเวช ว่า นายสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ประธานกรรมการบริษัท โอสถสภา จำกัด และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ถึงแก่อนิจกรรมด้วยการติดเชื้อในกระแสโลหิต เมื่อเวลา 15.20 น. โดยจะมีพิธีรดน้ำศพ ในวันพรุ่งนี้ (9 พ.ค.) เวลา 16.00 น. ณ วัดธาตุทอง ศาลาเจ้าจอม และสวดอภิธรรมศพ วันที่ 9-15 พ.ค.เวลา 19.00 น.
แพทย์หญิงสมสิริ สกลสัตยาทร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมิติเวช กล่าวว่า นายสุรัตน์เข้ารักษาตัวด้วยอาการปวดขา ขาบวม และมีไข้ ซึ่งแพทย์ตรวจพบว่าเป็นอาการแทรกซ้อน ติดเชื้อในกระแสเลือด จึงได้ทำการรักษา ซึ่งเมื่อเช้านี้อาการทรุดลง แพทย์จึงได้แจ้งครอบครัวและญาติทราบ
ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้(9 พ.ค.) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานน้ำหลวงอาบศพให้แก่นายสุรัตน์ ที่วัดธาตุทอง ศาลาสร้อยทอง
บทความดีๆ เกี่ยวกับท่าน จาก manager.co.th
มองชีวิตผ่านเลนส์ของ… สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์
เจ้าของอาณาจักรโอสถสภาเต็กเฮงหยู ฯ ยักษ์ใหญ่คอนซูเมอร์โปรดักส์มูลค่าพันล้าน วันนี้ในวัย 72 ปี เขากำลังจะเริ่มงานใหม่ที่เขาฝันอยากจะทำมาตั้งแต่หนุ่มแล้ว….
ชาวบ้านแถวริมคลองบางกอกน้อย อาจจะคุ้นตากับผู้ชายแต่งตัวธรรมดาแต่ท่าทางดูดีคนหนึ่ง ถือกล้องถ่ายรูปมีคนติดตามเพียง 1 – 2 คน เดินทักทายชาวบ้านไปทั่ว ชอบใจตรงไหนก็ยกกล้องขึ้นกดชัดเตอร์ไปเรื่อย ๆ อย่างสบายอารมณ์
ผู้ชายคนนั้นคือ…สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทโอสถสภาฯ เจ้าของสินค้าที่คนทั่วไปรู้จัก อาทิ ยาทัมใจ ลิโพ เอ็ม-100 เป็นต้น
สุรัตน์ใช้เวลาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2542 จนถึงเดือนมีนาคม 2544 บันทึกหลากหลายชีวิตของคนกรุงเทพฯนับร้อยผ่านเลนส์ แล้ววันนี้เขานำความทรงจำทั้งหมด มาเปิดเป็นนิทรรศการภาพถ่ายขาว-ดำในชื่อ “กรุงเทพฯเลือนหาย (Vanishing Bangkok)” ซึ่งถือเป็นงานถ่ายภาพครั้งแรกของคนไทย ที่ได้มีโอกาสแสดงที่หอศิลป์แห่งชาติถนนเจ้าฟ้า ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 27 มกราคม

หลายคนที่ดูภาพฝีมือของสุรัตน์แล้วจะต้องทึ่งพร้อมกับตั้งคำถามว่า นักบริหารอย่างสุรัตน์จะมีพรสวรรค์ในเชิงศิลปะถึงเพียงนี้
“ผมชอบงานศิลปะมากกว่างานธุรกิจ แต่เพราะทางบ้านมีธุรกิจที่ต้องรับสืบทอด” สุรัตน์เริ่มต้นการสนทนา
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อตอนหนุ่ม ๆ สมัยที่เขาไปศึกษาต่อที่อเมริกานั้น นอกจากเรียนบริหารธุรกิจแล้ว เขาก็เลือกเรียนวิชา Art Appreciate ซึ่งศึกษาเรื่องศิลปะตั้งแต่ประวัติศาสตร์ จนถึงพื้นฐานการวาดรูปทุกประเภท แต่สุรัตน์ยอมรับว่าแม้จะรักงานศิลปะแต่เขาไม่มีหัวทางวาดภาพเลย แม้กระทั่งผสมสีออกมายังตุ่น ๆ เลย
แต่เขากลับค้นพบว่าตัวเองชอบถ่ายรูปมากกว่า!!!
“ผมจับกล้องมาตั้งแต่เรียนอยู่ที่อเมริกา แถมยังยึดเป็นอาชีพหาเงินเป็นค่าเล่าเรียนได้ด้วย”
สุรัตน์เล่าว่าเมื่อตอนเรียนอยู่ที่อเมริกานั้น คุณพ่อส่งเงินมาให้น้อยมากไม่พอกับค่าใช้จ่าย เขาจึงเริ่มจับกล้องรับถ่ายภาพเป็นอาชีพเลี้ยงตัวจนเรียนจบ โดยส่วนมากจะรับจ้างถ่ายภาพตามงานบอลล์ต่าง ๆ ซึ่งมีรายได้เดือนละหลายพันดอลลาร์เรียกได้ว่าระดับมืออาชีพทีเดียว
เมื่อกลับจากเมืองนอกแล้ว ชีวิตส่วนใหญ่ของสุรัตน์ก็หมดไปกับงานบริหารอาณาจักรโอสถสภาฯ ท่ามกลางการแข่งขันทางการตลาดที่รุนแรงตลอดมา เขาจึงจำเป็นต้องแขวนเลนส์ไว้ชั่วคราว เพื่อทุ่มเทให้กับธุรกิจร้อยกว่าปีของครอบครัว
สุรัตน์เพิ่งจะมีเวลากลับมาทำงานที่เขารักอีกครั้งเมื่อ 8 – 9 ปีที่ผ่านมานี้เอง การกลับมาจับกล้องใหม่ครั้งนี้เขาศึกษาอย่างจริงจัง พร้อมกับตระเวนไปกับกลุ่มถ่ายภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่น เพื่อเก็บภาพทิวทัศน์ ประเพณีต่าง ๆ หรือถ่ายภาพนกในช่วงที่เขาเดินป่าอยู่บ่อย ๆ
ซึ่งงานที่ผ่านมาเป็นภาพสไลด์สีทั้งหมด เพิ่งจะมาเปลี่ยนมาลงตัวกับภาพขาวดำเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา โดยสุรัตน์ให้เหตุผลว่า “ ภาพถ่ายขาวดำเป็นภาพที่ใกล้เคียงกับศิลปะมากกว่า”
ผลงานภาพถ่ายขาวดำชิ้นแรกของเขาคือ “งานถนนคนเดินถนนพระอาทิตย์ “ ต่อจากนั้นเขาก็เริ่มบันทึกภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯเรื่อย ๆ มา เขายอมรับว่ายิ่งติดตามถ่ายภาพก็ยิ่งสนุกกับชีวิตมากขึ้น
สุรัตน์จะใส่สูทผูกไทบริหารงานที่โอสถสภาสัปดาห์ละ 2-3 วัน ส่วนเวลาที่เหลือนั้นเขาจะอยู่ในชุดสบาย ๆ สะพายกล้องท่องเที่ยวไปทุกซอกทุกมุมของกรุงเทพฯ เพื่อเก็บภาพวิถีชีวิตอย่างมีความสุข เรียกได้ว่าพอตื่นเช้าขึ้นมาก็อยากออกไปถ่ายรูปแล้ว แล้วเขาไปอย่างคนใช้ชีวิตติดดินกินก๋วยเตี๋ยวริมถนน ทักทายชาวบ้านร้านช่อง จนชาวบ้านหลายคนที่คุ้นเคยมักจะเรียกเขาว่า “อาจารย์”พร้อมกับชวนกินข้าวกินปลา
ภาพแต่ละภาพของสุรัตน์จะถ่ายทอดวิถีชีวิตจริง ๆของคนกรุงเทพฯ ที่นอกจากจะหาดูได้ยาก หรือกำลังจะสูญหายไปแล้ว เสน่ห์ของภาพยังแฝงสาระและอารมณ์ให้ต้องหยุดคิด เพื่อค้นหาความหมายบางอย่างที่แอบอยู่หลังเลนส์นั้น
ซึ่งทั้งหมดนี้คือสไตล์การถ่ายรูปของสุรัตน์ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า “ผมจะส่องกล้องและสอดส่ายตลอดเวลาเหมือนกำลังจะหานกตัวน้อย ๆ ดูจังหวะว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น” แต่ภาพหลาย ๆ ที่ออกมากลับลงตัวทั้งมุมมอง และแสงเงา เรียกว่าจัดอยู่ในขั้นใช้ได้ทีเดียวสำหรับมือสมัครเล่นอย่างเขา
2 ปีที่ตามเก็บภาพวิถีของคนกรุงเทพฯที่กำลังจะเลือนหายไป ทำให้เขาได้พบเห็นอะไรมากมากมายที่ประทับใจ
“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเห็นคนที่เขาไม่มีบ้านอยู่กำลังนอนขดตัวอยู่ริมคลองหลอด ก็ มีฝรั่งคนหนึ่งหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเขา ผมเห็นอย่างนั้นก็คิดว่าไม่ได้การ จะยอมให้ฝรั่งเอาภาพอย่างนี้ไปจากเราไม่ได้ คนไทยก็ถ่ายภาพอย่างนี้ได้ ผมก็หยิบกล้องมาถ่ายบ้าง ผู้ชายคนนั้นเขาก็เลยขว้างขวดใส่ผม คงเป็นเพราะเราไปยุ่งกับโลกส่วนตัวของเขามากไป” สุรัตน์เล่าถึงประสบการณ์ที่เจอพร้อมกับหัวเราะไปด้วย
หรือภาพที่ประทับใจเขามากคือชีวิตของชาวบ้านจน ๆ แต่กลับอยู่กันอย่างอบอุ่น พ่อร้อยพวงมาลัย แม่ให้นมลูก หน้าตายิ้มแย้ม ทักทายสุรัตน์อย่างคนมีน้ำใจ ดูไปแล้วพวกเขาอาจจะมีความสุขมากกว่าคนร่ำรวยเสียอีก
อีกประสบการณ์ที่เขาเจอคือสนามหลวง หลายคนอาจจะมองสนามหลวงเป็นเพียงแค่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นจุดศูนย์กลางของการคมนาคม แต่สนามหลวงในยามค่ำคืนกลับกลายเป็นบ้านของคนอีกหลายร้อยชีวิต ที่สุรัตน์มีโอกาสไปเก็บชีวิตเหล่านั้นก่อนที่บ้านหลังใหญ่แห่งนี้จะถูกกทม.ยึดไป
สุรัตน์ภาคภูมิใจกับผลงานครั้งนี้มาก โดยเฉพาะมานิตย์ ศรีวานิชภูมิ( ศิลปินไทยที่มีผลงานถ่ายภาพขาวดำเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ และสามารถขายภาพได้ในราคาสูง) มาเห็นภาพแล้วชื่นชอบถึงกับขอแลกภาพกับเขา
“ผมทำอะไรผมจะลุยสุด ๆ ตอนนี้มีเรื่องที่ท้าทายอยากจะทำ คือต้องการยกระดับมาตรฐานของการถ่ายภาพคนไทยให้ดีเทียบเท่าสากล”
คือความฝันอีกขั้นหนึ่งที่ช่างภาพมือสมัครเล่นอย่างสุรัตน์กำลังจะสานต่อไป
วาทิต ชูสิน
สารบัญบทความ
การถ่ายภาพเบื้องต้น
พิกวิวคาเฟ่
- watid : กินๆๆๆ
- veevie : Hollo ตอนเที่ยง ทานข้าวนะครับทุกคน
- candyman2 : เหร๋อออออออออออออออ
- watid : วันดีวันสบายๆ ครับพี่น้อง
- blackman5214 : บอร์ด...ร้าง...จริงด้วย..555
-
blackman5214
:

- candyman2 : เหงาที่ไหน เค้าเรียกว่าร้าง หะๆๆๆ
- blackman5214 : บอร์ด เหงา ๆ แหะ....
- candyman2 : 555
- candyman2 : อ้าว เดี๋ยวนี้เค้าไม่ ฝากท้องกันที่โรงพยาบาลแล้วเหร๋อ
Only registered users are allowed to post.







